สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 น้ำมันปลา

คำแนะนำ : คุณต้องลงทะเบียนก่อนจึงจะสามารถโพสได้ครับ

Screensize:
UserName:
Password:
Format Mode:
Format: BoldItalicizedUnderlineStrikethrough Align LeftCenteredAlign Right Horizontal Rule Insert HyperlinkInsert Email Insert CodeInsert QuoteInsert ListInsert MP3 File
   
Message:

* HTML is OFF
* Forum Code is ON
Smilies
Smile [:)] Big Smile [:D] Cool [8D] Blush [:I]
Tongue [:P] Evil [):] Wink [;)] Clown [:o)]
Black Eye [B)] Eight Ball [8] Frown [:(] Shy [8)]
Shocked [:0] Angry [:(!] Dead [xx(] Sleepy [|)]
Kisses [:X] Approve [^] Disapprove [V] Question [?]

  Check here to include your profile signature.
    

T O P I C    R E V I E W
admin Posted - 14 Sep 2007 : 14:43:27
ปีงบประมาณ 50

น้ำมันปลา
ชฎาพร นุชจังหรีด
ภาควิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์

        ปัจจุบันน้ำมันปลากำลังเป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก สารสำคัญที่เป็นสารออกฤทธิ์ในน้ำมันปลา คือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกลุ่มหนึ่ง มีชื่อเรียกว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 น้ำมันปลาสกัดจากเนื้อและหนังของปลาทะเล เช่น ปลาทูน่า ปลาอินทรี ปลาแซลม่อน ปลาแมคคาเรล และปลาเทราท์ น้ำมันที่สกัดได้นี้ มีกรดไขมันโอเมก้า 3 คือ อีพีเอ และ ดีเอชเอ น้ำมันปลามีประโยชน์ในการป้องกัน หรือลดความรุนแรงของโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคข้ออักเสบ ปวดศีรษะ ไมเกรน และโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังอาจจะป้องกันโรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคไต และโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย ความสนใจเกี่ยวกับกรดไขมัน โอเมก้า 3 เริ่มขึ้นเมื่อแพทย์ชาวเดนมาร์คกลุ่มหนึ่งสนใจในรายงานผลการใช้แอสไพรินในการป้องกันปัญหาหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โดยแอสไพรินจะออกฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด แพทย์จึงเริ่มเข้าใจสมมติฐานของการเกิดโรคหัวใจอุดตัน โดยพบว่าการเกิดลิ่มเลือดเป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งของปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือด จากความเข้าใจอันนี้เมื่อโยงไปถึงข้อมูลที่ว่าชาวเอสกิโมไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโลหิตแข็งตัวช้า และมีเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำ เมื่อศึกษาถึงโภชนาการ พบว่าอาหารที่ชาวเอสกิโมรับประทานในชีวิตประจำวัน คือ ปลาและแมวน้ำ ซึ่งมีกรดไขมันโอเมก้า 3 ในปริมาณสูง แพทย์และนักวิจัยจึงเริ่มหันมาให้ความสนใจต่อกรดไขมันโอเมก้า 3 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กลไกของกรดไขมันโอเมก้า 3 ในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดมีอยู่หลายประการ เช่น อีพีเอ จะเป็นสารตั้งต้นในการสร้าง ไอโคซานอยด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซีรีส์ 3 พรอสตาแกลนดิน และซีรี่ส์ 5 ลูโคไตรอีน ซึ่งสารหลายๆ ตัวในกลุ่มดังกล่าวจะช่วยลดการจับตัวกันของเกล็ดเลือด ทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ช้าลง จึงช่วยลดความเสี่ยงของอันตรายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้กรดไขมันโอเมก้า 3 ยังช่วยเพิ่มความลื่นไหลของผนังเซลล์ อาจจะมีผลช่วยสารเอนโดทีเลี่ยม และอนุพันธ์ของสารเหล่านี้ในการลดความดันโลหิต และลดการสร้างไตรกลีเซอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในตับ ส่งผลให้คอเลสเตอรอล และไลโปโปรตีน แอลดีแอล ลดลง ในกรณีของโรคข้ออักเสบ พบว่า อีพีเอ ลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ เนื่องจากปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในกระบวนการที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ได้แก่ ซีรี่ส์ 4 ลูโคไตรอีน ซึ่งเนื้อเยื่อในร่างกายสามารถสร้างได้จากกรดไขมันโอเมก้า 6 แต่ถ้าเป็นกรดไขมัน โอเมก้า 3 หรือ อีพีเอ แล้ว ร่างกายจะสร้างเป็น ลูโคไตรอีน 5 แทน ซึ่งไม่มีผลร้ายต่อร่างกาย อีพีเอ จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของการสังเคราะห์พรอสตาแกลนดิน และลดการหลั่งเซโรโตนินของเกล็ดเลือด ทำให้การรวมกลุ่มของเกล็ดเลือดลดลงในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมอง ดังนั้นการใช้อีพีเอ จะสามารถลดอาการของไมเกรนลงได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามการใช้กรดไขมันโอเมก้า 3 อาจจะมีปัญหาในผู้ป่วยด้วยโรคบางประเภท เช่น ในกรณีของผู้ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน พบว่าอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดควบคุมได้ยาก เนื่องจากเชื่อว่าจะเกิดกลีเซอรอลจากการย่อยสลายน้ำมันปลาผ่านเข้าสู่กระบวนการสร้างกลูโคสมากขึ้น ระดับกลูโคสจึงสูงขึ้นถึงระดับที่ควบคุมไม่ได้ ในด้านพัฒนาการของร่างกาย มีรายงานว่ากรดไขมันดีเอชเอ สะสมอยู่มากบริเวณสมองและเรตินาของดวงตา และยังพบว่าในน้ำนมมารดาก็มีดีเอชเอสูง เช่นกัน จึงเชื่อว่า ดีเอชเอ จะมีผลต่อการพัฒนาของสมองและการมองเห็นของทารก จึงมีข้อแนะนำให้เสริมดีเอชเอ ในนมสูตรที่ใช้เลี้ยงทารกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าดีเอชเอ อาจจะช่วยแก้โรคความจำเสื่อมชนิด “อัลไซเมอร์” ได้ และยังลดอาการซึมเศร้าในคนชราที่มี คอเลสเตอรอลต่ำด้วย
        แหล่งที่มาของอาหารที่มีกรดไขมันจำเป็นที่สำคัญ ได้แก่ ปลาทะเลและสัตว์ทะเลต่างๆ ซึ่งปลาและสัตว์ทะเลสะสมกรดไขมัน โอเมก้า 3 จากแพลงก์ตอน ไดอะตอม และสาหร่ายทะเลที่กินเข้าไป ทั้งนี้พบว่าพืชและสัตว์เล็กๆ เหล่านี้สร้างกรดไขมันโอเมก้า 3 ขึ้นในคลอโรพลาสต์ เป็นหลัก ส่วนในน้ำมันที่ได้จากพืชพวกถั่วเหลือง ถั่วลูปิน น้ำมันคาโนลา ก็มีกรดไขมัน เอ ไลโนเลนิค ในปริมาณสูง เช่นกัน ถ้าร่างกายขาดกรดไขมันที่จำเป็นนี้ จะทำให้การเจริญเติบโตของเด็กช้าลง เป็นโรคภูมิแพ้ง่าย อาจเป็นหมัน บางรายความต้องการทางเพศลดลง หรือบางรายประจำเดือนมาไม่ตรงตามกำหนด หรืออาจขาดหายไปเลย ผิวหนัง ขน หรือผมแห้งกรอบ บวมน้ำตามข้อเท้า น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ความทนทานต่อความเครียดลดลง หิวน้ำ ดื่มน้ำมาก แพ้ทุกสิ่งทุกอย่างได้ง่าย เด็กมักจะอยู่ไม่สุข อยู่นิ่งไม่ได้
        ปริมาณของกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ร่างกายต้องการ คือ ประมาณร้อยละ 10 ถึง 20 ของกรดไขมันโอเมก้า 6 ที่ร่างกายรับเข้าไป หรือร้อยละ 0.1 ถึง 0.5 ของพลังงานทั้งหมด ส่วนกรดไขมันโอเมก้า 6 ต้องการประมาณร้อยละ 1 ถึง 2
        วิธีการเพิ่มกรดไขมันโอเมก้า 3
        1. เปลี่ยนการใช้น้ำมัน โดยเลือกใช้น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง หรือ น้ำมัน
คาโนลา และควรจำกัดปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะต่อวัน หากทานมากเกินไป จะทำให้มีไขมันในเลือดสูงได้
        2. กินปลาให้มากขึ้น รับประทานปลา 2 -3 ส่วนต่อสัปดาห์ (โดยเฉพาะปลาที่มีไขมัน) หนึ่งส่วน เท่ากับ
90 กรัม
        3. ผักแสนอร่อย รับประทานผักใบเขียวเป็นประจำ เช่น ผักโขม ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง มัสตาร์ดเขียว
เป็นต้น
        4. รับประทานไข่ที่มีโอเมก้า 3 สูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไข่ไก่ที่ได้มาจากการเลี้ยงไก่ด้วยอาหารที่มีกรดไขมันดีเอชเอสูง (มักมีกรดไขมันโอเมก้า 3 มากกว่าไข่ปกติ 2-5 เท่า) อย่างไรก็ตามควรจำกัดปริมาณไม่เกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์ เพราะจะทำให้มีปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด และเกิดอาการหัวใจขาดเลือดได้
        รับประทานอย่างไรให้เหมาะสมและปลอดภัย
        1. บุคคลทั่วไป ควรรับประทานปลาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมทั้งอาหารที่มีกรดแอลฟาไลโนเลอิก แอซิดสูง เช่น น้ำมันถั่วเหลือง เมล็ดธัญพืช เต้าหู้ เป็นต้น
        2. ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรรับประทานน้ำมันปลาประมาณ 1,000 มิลลิกรัม ต่อวัน
        3. ผู้ป่วยที่ต้องการลดระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ควรรับประทานวันละ 2-4 กรัม
        4. ก่อนตัดสินใจรับประทาน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียก่อน เพื่อความปลอดภัย และพึงระวังว่าการรับประทานน้ำมันปลาขนาดสูง อาจทำให้วิตามินอีในร่างกายลดลง อย่างไรก็ตาม การกินอาหารให้สมดุลและหลากหลายจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารจำเป็นทุกชนิดรวมทั้งโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ในปริมาณที่เพียงพอและสมดุล ซึ่งเป็นวิถีทางปฏิบัติเพื่อสุขภาพที่ดีที่สุด ถ้าทำได้เช่นนี้ก็ไม่มีอะไรที่จะส่งผลเสีย

เอกสารอ้างอิง

จันทรา เจณณวาสิน. โอเมก้า 3. นิตยสารใกล้หมอ. ปีที่ 21 ฉบับที่ 7. 2540
วินัย ดะห์ลัน. กรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า-3 บทบาทใหม่ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม.รายงานประจำปี 2538 - 2539 สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย
เสก อักษรนุเคราะห์. มาบริโภคน้ำมันปลากันเถอะ. นิตยสารใกล้หมอ. ปีที่ 21 ฉบับที่ 7. 2540
สมพงษ์ สหพงศ์. น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน. พิมพ์ครั้งที่ 4. สำนักพิมพ์รวมทรรศน์.กรุงเทพฯ. 2538.
สรจักร ศิริบริรักษ์. เภสัชโภชนา(2). โรงพิมพ์กรุงเทพ. พิมพ์ครั้งที่ 2 : กรุงเทพฯ. 2542
Murray MT. Essential Fatty Acid Supplementation. In: Encyclopedia of Nutritional Supplements. USA: Prima Publishin. 249-278. 1996.
http://www.bangkokhealth.com/nutrition_htdoc/nutrition_health_detail.asp?Number=9246 (วันที่ค้นข้อมูล 20 กรกฎาคม 2549).


สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.03 seconds. Snitz Forums 2000