สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 ตำลึงผักริมรั้วสารพัดประโยชน์

คำแนะนำ : คุณต้องลงทะเบียนก่อนจึงจะสามารถโพสได้ครับ

Screensize:
UserName:
Password:
Format Mode:
Format: BoldItalicizedUnderlineStrikethrough Align LeftCenteredAlign Right Horizontal Rule Insert HyperlinkInsert Email Insert CodeInsert QuoteInsert ListInsert MP3 File
   
Message:

* HTML is OFF
* Forum Code is ON
Smilies
Smile [:)] Big Smile [:D] Cool [8D] Blush [:I]
Tongue [:P] Evil [):] Wink [;)] Clown [:o)]
Black Eye [B)] Eight Ball [8] Frown [:(] Shy [8)]
Shocked [:0] Angry [:(!] Dead [xx(] Sleepy [|)]
Kisses [:X] Approve [^] Disapprove [V] Question [?]

  Check here to include your profile signature.
    

T O P I C    R E V I E W
admin Posted - 05 Feb 2010 : 11:08:45
ปีงบประมาณ 2553

ตำลึงผักริมรั้วสารพัดประโยชน์
เกศราภรณ์ จันทร์ประเสริฐ
ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.บูรพา

          ตำลึงผักพื้นบ้านขึ้นอยู่ตามริมรั้ว ปลูกง่าย หาซื้อตามท้องตลาดก็ราคาย่อมเยา มีคุณประโยชน์มาก ซึ่งสามารถกินได้ตั้งแต่ต้น ใบ ไปจนถึงผล ตำลึงมีชื่อเรียกตามภาษาถิ่นหลายชื่อด้วยกัน ทาง(ภาคกลาง) เรียกว่า ตำลึง สี่บาท, ผักแคบ (ภาคเหนือ), ผักตำนิน(ภาคอีสาน), แคเด๊าะ (กระเหรี่ยงและแม่ฮ่องสอน) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าคอกซิเนีย แกรนดิส ( Coccinia grandis L.) ลักษณะทั่วไป ตำลึงเป็นพืชเถาเลื้อย มีมือเกาะยื่นออกมาที่ข้อเป็นเส้นยาวและม้วนงอได้ ดอกมีสีขาวเป็นดอกเดี่ยวและดอกคู่ มีลักษณะเป็นรูประฆัง ออกดอกตรงที่ซอกใบ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ มีลักษณะเป็น 3 แฉก หรือ 5 แฉก กว้างและยาวประมาณ 4-8 ซม. โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ ผลเป็นผลสดรูปทรงกระบอก ว่าด้วยเรื่องกินผักเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว เพราะตำลึงมีคุณค่าทางอาหารสูงไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส โปรตีน ไนอะซีน วิตามินบี 1 บี 2 วิตามินซี ส่วนกากใยมีผลต่อการขับถ่าย และที่สำคัญมีวิตามินเอในรูปของเบต้า-แคโรทีนที่สามารถป้องกันมะเร็งได้ ส่วนใหญ่จะใช้ยอดอ่อน ลำต้นอ่อน หรือใบและผลมาทำอาหาร เมนูที่เป็นที่นิยมของคนไทยจะเป็นแกงเลียง ก๋วยเตี๋ยวตำลึง แกงจืดตำลึงหมูสับ ยำผักตำลึง น้ำตำลึงดื่มดับกระหาย รวมถึงตำลึงลวกหรือนึ่งรับประทานกับน้ำพริก ส่วนผลที่ยังดิบเป็นสีเขียวไม่ใส่แกงก็กินกับสลัด
          นอกจากนี้แล้วตำลึงยังมีสรรพคุณทางยา ด้วยตำลึงมีวิตามินซี เอ และเบต้า –แคโรทีนสูง จึงช่วยต้านการเป็นมะเร็ง บำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา มีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน มีธาตุเหล็กมากช่วยสร้างเม็ดเลือด มีโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต ที่ให้กำลังและบำรุงร่างกาย ส่วนใบและเถามีน้ำย่อยชื่อ อะมายเลส(amylase) และใบสดนำมาตำเป็นยาพอกแก้ผดผื่น แก้อักเสบ ลดอาการคันจากแมลงสัตว์กัดต่อย ช่วยป้องกันโลหิตจาง โรคมะเร็ง และหัวใจขาดเลือด จากประสบการณ์ตรงของดิฉันที่มีบุตรวัย 8 เดือน ซึ่งอยู่ในวัยคืบคลานถูกมดคันไฟกัด คุณยายได้นำใบมาขยี้และถูบริเวณที่ถูกกัด เห็นผลได้ทันทีว่าการอักเสบหายไปเหลือเพียงแต่จุดแดงเล็กๆเท่านั้น จากการศึกษาการใช้ใบตำลึงรักษาแมลงกัดต่อยของเรืออากาศหญิงพัตรา สมิตติพัฒน์ หัวหน้ากลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดนครปฐม พบว่าใบตำลึงนั้นสามารถช่วยให้ผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสัตว์ปีก มดตะนอย มดคันไฟ ซึ่งผู้ป่วยที่ใช้จะหายจากอาการและมีอาการดีขึ้น คุณสมบัติในแต่ละส่วนของตำลึง นั่นคือ
                    ดอกตำลึง: ใช้แก้คัน
                    เมล็ด: นำมาตำผสมกับน้ำมะพร้าวใช้แก้หิด
                    หัว: มีคุณสมบัติดับพิษต่างๆ
                    ใบ: ใช้เป็นยาพอกรักษาโรคผิวหนัง แก้ท้องอืด รักษาผื่นคันที่เกิดจากพิษของหมามุ่ย ตำแย บุ้งร่าน ใช้เป็นยาเขียว แก้ไข้ดับพิษร้อน ถอนพิษทั้งปวง แก้แมลงกัดต่อย แก้ไข้หวัด แก้พิษกาฬ แก้เริม แก้งูสวัด แก้พิษฝี
                    ต้น: ใช้กำจัดกลิ่นตัว น้ำจากต้นรักษาเบาหวาน
                    เถา: แก้ฝีทำให้ฝีสุก พอกฝี แก้ปวดตา แก้ตาเจ็บ ตาแดง ตาฝ้า ตาแฉะ เป็นยารักษาโรคผิวหนัง แก้เบาหวาน และแก้อาการวิงเวียนได้ถ้านำไปชงในน้ำดื่ม
                    ราก: แก้ดวงตาเป็นฝ้า ลดความอ้วน แก้ไข้ทุกชนิด แก้พิษอักเสบ แก้ร้อนใน แก้พิษแมงป่อง
                    ผล: แก้ฝีแดงทั้งห้า รักษาโรคผิวหนัง รักษาอาการอักเสบของหลอดลม รักษาเบาหวาน
          และจากประสบการณ์ที่ได้รับมาจึงขอนำเอาประโยชน์ทางยาของส่วนใบมาเล่าสู่ต่อท่านฟัง ถึงวิธีการนำใบตำลึงมาใช้นั้น ทำได้โดยล้างบริเวณที่ถูกพิษสัตว์ให้สะอาดเสียก่อน เด็ดใบตำลึงสด อายุของใบไม่แก่จัดหรืออ่อนจนเกินไป มาล้างให้สะอาดขยี้จนเละ นำใบที่ขยี้ปิดบริเวณที่แมลงกัดต่อยจะรู้สึกเย็น ถ้ารู้สึกดีขึ้นแต่ไม่หายภายใน 15 นาที ให้เปลี่ยนใบตำลึงทำบ่อยๆ จนหาย หากบริเวณที่ปิดด้วยใบตำลึงมีอาการอื่นนอกจากรู้สึกเย็น แสดงว่าแพ้ ให้รีบล้างออก แล้วใช้ยาแผนปัจจุบันต่อไป จะเห็นว่าตำลึงผักริมรั้วนี้มีประโยชน์นานัปการ ดังที่กล่าวมา อีกทั้งการขยายพันธุ์ก็ทำได้แสนง่าย โดยการเพาะเมล็ดหรือปลูกด้วยเถา ซึ่งวิธีปลูกด้วยเมล็ดนั้นให้นำลูกตำลึงสุกมาแกะเอาแต่เมล็ดและนำไปเพาะเป็นต้น แล้วจึงนำไปปลูกลงแปลงซึ่งการเพาะเมล็ดจะใช้เวลานานกว่าการปลูกด้วยเถา แต่ถ้านำเถามาปลูกก็ควรตัดให้สั้นประมาณ 7 นิ้ว นำไปชำไว้ในกระถางชำ หรือจะปลูกลงดินเลยก็ได้ ควรจะปลูกช่วงฤดูฝน เพราะตำลึงจะงอกได้รวดเร็วกว่าช่วงอื่นๆ เพราะถ้ายิ่งเก็บยอดอ่อนมากเท่าใดยอดใหม่ก็จะแตกมากเท่านั้น ตำลึงไม่ต้องบำรุงรักษามาก เนื่องจากเป็นพืชพื้นบ้านที่ค่อนข้างทนทานและสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมเป็นอย่างดี เรียกว่าขึ้นง่าย ตายยาก การบำรุงให้ตำลึงงอกงามดี ยอดอวบ มีไว้กินได้นานๆ ก็ควรรดน้ำพรวนดินและใส่ปุ๋ยมูลสัตว์
          ท่านผู้ฟังคะเมื่อได้ทราบคุณประโยชน์และสรรพคุณของตำลึงขนาดนี้แล้ว มาปลูกตำลึงกันไว้ติดบ้านกันทุกครัวเรือนดีไหม เพราะผักดีๆแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ แบบปลูกแล้วปลูกเลย ในหน้าฝนก็เติบโตได้ไว ปราศจากโรคหรือแมลงรบกวน ปลอดภัยสำหรับทุกชีวิตในบ้านค่ะ

เอกสารอ้างอิง
มะปราง คุณค่าผักคืออาหารและยาอายุวัฒนะ. 2548. บริษัทไพลินบุ๊คเน็ต.กรุงเทพมหานคร.2548,144 .
วราภรณ์ วิชญฐ ไม้เลื้อยกินได้,สุรีวิยาสาส์น กรุงเทพมหานคร, 2548.120
ป้าสงวน ผักสวนครัวไทย โรงพิมพ์ตั้งตรงฮวด.2545,หน้า 43
วารสารอาหารและยา ฉบับเดือน พ.ค-ส.ค 2542
http://www.tungsong.com/sawunpai/drug/22_Tumlung/Index_Tumlung.html


สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000