สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการสุขภาพดี-ชีวีมีสุข
 นักเรียน นักเลง
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

4491 Posts

Posted - 30 Sep 2005 :  09:49:18  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote

ปีงบประมาณ 48

นักเรียน นักเลง
พจนารถ สารพัด

        สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังรายการสุขภาพดี ชีวีมีสุข วันนี้คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพาจะมาเล่าเกี่ยวกับพฤติกรรมก้าวร้าวของวัยรุ่น ในหัวข้อนักเรียน นักเลงค่ะ
        ข่าวการใช้ความรุนแรงของเด็กวัยรุ่นในเมืองหลวงเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจ ตามรายงานของกองบัญชาการตำรวจนครบาลระบุว่า ระหว่างเดือนตุลาคม 2546-สิงหาคม 2547 มีเหตุการณ์วัยรุ่นตีกันรวมถึงกว่า 3,000 ครั้ง
        การยกพวกตีกันนี้มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและเมื่อเทียบอดีตกับปัจจุบันก็มีสาเหตุหลักเหมือนกัน ได้แก่ การรักษาหรือป้องกันศักดิ์ศรีของสถาบัน รวมทั้งเพื่อนฝูง และจากระบบอาวุโสในสถานศึกษา ซึ่งรวมแล้วเป็นร้อยละ 80 ของสาเหตุทั้งหมด ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นมานับสิบๆ ปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและถูกจุดเสียที มิหนำซ้ำเหตุการณ์ยังรุนแรงขึ้น ถี่ขึ้นและบานปลายไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะปราบปรามได้เลย
        จากการวิเคราะห์ถึงสาเหตุของการยกพวกตีกันพอจะสรุปสาเหตุใหญ่ๆ ได้ดังนี้
        1.ปัญหาจากครอบครัว เนื่องจากปัจจุบันครอบครัวไทยมีปัญหาการหย่าร้างเพิ่มขึ้น จึงทำให้บางครอบครัวขาดความอบอุ่น รวมทั้งพ่อแม่มัวแต่ทำงานเพื่อหาเงินจึงขาดเวลาที่จะอบรม สั่งสอน ชี้แนะแนวทางที่ถูก การคบเพื่อนที่ดี หรือเอาใจใส่แก้ปัญหาให้ลูกอย่างพอเพียง ทำให้เด็กบางคนเรียกร้องความสนใจ หรือทำไปเพราะไม่รู้ถึงผิดชอบชั่วดี
        2.ปัญหาจากตัวเด็กเอง เนื่องจากวัยรุ่นชายส่วนใหญ่ต้องการเป็นใหญ่ ต้องการให้เพื่อนยอมรับ และต้องการเด่นดัง จึงมักแสดงออกในทางที่ผิด เช่น ต้องการเป็นหัวโจก หรือสั่งการเพื่อนและรุ่นน้องได้ หรือการมีบาดแผลจากการชกต่อย การถูกฟันถูกแทง ถือว่าเป็นความกล้า เป็นประสบการณ์ที่น่ายกย่อง นอกจากนั้น เด็กบางคนยังทำไปเพราะเพื่อนชักชวนเพราะปัญหายาเสพติด หรือทำตามกระแสแฟชั่น และอีกปัญหาที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การอวดสาว การแย่งกันจีบผู้หญิง เพราะการที่นักเรียนคู่อริข้ามถิ่นมาจีบหรือแซวเพื่อนหญิง ถือเป็นเรื่องหมิ่นศักดิ์ศรีที่ยอมกันไม่ได้
        ที่ผ่านมาได้มีการพยายามแก้ปัญหาเรื่องนี้มาตลอด ทั้งการออกกฎระเบียบและแนวทางแก้ไข รวมทั้งการเข้าค่ายร่วมกันของนักเรียนต่างสถาบันในชื่อ "สุภาพบุรุษอาชีวะ" แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาอย่างได้ผล อาจจะเนื่องจากไม่มีการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องและเอาจริงเอาจัง ทำเฉพาะเมื่อเป็นข่าว และที่สำคัญในการแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการมองปัญหาให้รอบด้าน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ปัญหา เช่น การส่งนักเรียนอาชีวะไปฝึกร่วมกันในค่ายทหารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน น่าจะเป็นโครงการต่อเนื่องระยะยาว เป็นโครงการที่ทำทุกเทอมเพื่อให้มีนักเรียนที่ผ่านโครงการฝึกร่วมกันออกมาเป็นระยะๆ ไม่ใช่ทำเฉพาะช่วงที่มีข่าวความรุนแรง หรือทำเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว จะได้เป็นการปลูกสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว มีความสัมพันธ์รุ่นต่อรุ่น ไม่ใช่ความแค้นรุ่นต่อรุ่นเหมือนในปัจจุบัน และต้องคัดเด็กที่ถือว่าเป็นหัวโจกไปร่วมด้วย
        ในปี ค.ศ.1984 มีนักจิตวิทยาคลินิกชื่อ ดร.เซมนาว(Dr.Stanton E. Samenew) เขียนหนังสือชื่อ Inside the criminal mind และปรับปรุงแก้ไขในปี ค.ศ.2004 เป็นหนังสือขายดีเล่มหนึ่งของอเมริกา
        ดร.เซมนาวมองปัญหาพฤติกรรมของเด็กที่ก่ออาชญากรรมว่าเป็นที่ตัวเด็กเอง จริงอยู่ส่วนใหญ่เรามักจะโยนความผิดไปที่สถาบันทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว สถาบันศาสนา สื่อมวลชน หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมทางสังคม แต่เด็กที่อยู่ในสภาพที่เป็นปัญหาเหมือนๆกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะก่อปัญหารุนแรงหรือก่ออาชญากรรมทุกคน ตัวเด็กเองก็มีส่วนสำคัญ เด็กที่ก่ออาชญากรรม ก้าวร้าวและก่อเหตุรุนแรงจะปฏิเสธพ่อแม่ ทั้งๆที่พ่อแม่ไม่ได้ปฏิเสธเขา เขาจะปฏิเสธครูและการเรียน ขณะที่ครูพยายามสอนให้เขาเป็นคนดี เขาปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งสอนทางศาสนา ทั้งๆที่ศาสนาเป็นหลักการที่สอนให้ทุกคนเป็นคนดีของสังคม เพราะฉะนั้นการที่สังคมกำลังปกป้องเด็กกลุ่มนี้จนมากเกินไป โดยการโยนความผิดไปให้สถาบันทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ทำให้เด็กกลุ่มนี้ไม่รู้สึกว่าตนเองผิด และสามารถก่อเหตุได้เสมอๆ ซ้ำแล้ว
ซ้ำเล่า
        ดังนั้นทุกหน่วยงานต้องเอาจริงเอาจังและร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะทำให้ปัญหาเหล่านี้ให้ลดน้อยลงหรือหมดไปในสังคม เริ่มจากพ่อแม่ผู้ปกครองต้องมีเวลาใกล้ชิดและอบรมสั่งสอนลูกมากขึ้น ยิ่งลูกประพฤติตัวไม่ดี เกเร แทนที่จะว่ากล่าวหรือไม่สนใจก็ต้องเอาใจใส่เพิ่มขึ้น ต้องใช้ทุกมาตรการ ทั้งไม้อ่อน ไม้แข็ง และต้องอดทน เพราะถ้าแก้ไม่ได้ลูกอาจต้องเสียอนาคต หน่วยงานของรัฐ เช่น ตำรวจ ต้องคอยสอดส่องดูแล เช่น การสุ่มตรวจอาวุธ สารเสพติดในโรงเรียน และนักเรียนกลุ่มเสี่ยงเหล่านั้นเป็นระยะๆ รวมทั้งจัดกำลังทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบดูแลเส้นทางที่นักเรียนเหล่านั้นใช้เป็นประจำ

บรรณานุกรม
www.dmh.moph.go.th/sty_lib/news/view.asp?id=450
www.dmh.moph.go.th/sty_lib/news/view.asp?id=463
www.manager.co.th/QOL/viewnews.aspx?NewsID=9470000056494

  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.03 seconds. Snitz Forums 2000