สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 วารีบำบัด
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

5743 Posts

Posted - 01 Mar 2006 :  09:12:06  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 49

วารีบำบัด
อ.สุดสายชล หอมทอง
ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์

        วารีบำบัด (Hydrotherapy) เป็นการนำเอาคุณสมบัติของน้ำมาใช้อย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย วารีบำบัดมีรากฐานมาจากความเชื่อที่ว่า น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกายคนเรา และยังมีอยู่ในอาหารส่วนใหญ่ น้ำไม่ว่าจะอยู่ในรูปเป็นของเหลว น้ำแข็ง หรือไอน้ำ สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยผ่อนคลาย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด กำจัดของเสียออกจากร่างกาย ลดอาการปวดเกร็ง สำหรับการใช้น้ำมาบำบัดโรคหรือวารีบำบัดนั้นมีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานแล้วและมีกันทุกชาติทุกภาษา โดยมีกันตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ว่ากันว่าพระนาง คลีโอพัตราผู้เลอโฉมก็ยังนิยมการอาบน้ำแร่แช่น้ำนมกับเขาด้วย กรีกก็เป็นอีกชนชาติหนึ่งที่นิยมการอาบน้ำเช่นกัน การอาบน้ำได้รับการถ่ายทอดต่อมาจนถึงสมัยโรมันเรื่อยมา หลังจากนั้นได้แพร่ไปสู่ยุโรปภาคตะวันออก กลายเป็นการอบไอน้ำแบบรัสเซีย (Russian bath) และการอบ ซาวด์น่าแบบฟินแลนด์ (Finnish bath) แต่ว่าการใช้น้ำเพื่อการบำบัดรักษายังไม่จริงจัง จนเมื่อสมัยกลางทศวรรษที่ 18 พระชาวเยอรมันที่ชื่อว่า เซบาสเตียน คไนพ์ เกิดติดเชื้อป่วยเป็นโรควัณโรค ซึ่งถือเป็นโรคร้ายแรงมากในสมัยนั้นได้พยายามแสวงหาหนทางรักษาตัวเอง แรกเริ่มท่านไปแช่ตัวในธารน้ำเย็นใกล้ๆ ละแวกที่ท่านพำนักอยู่ แช่ทุกวัน แม้ในวันที่มีอากาศหนาว จนชาวบ้านพากันนินทาว่าท่านคงเพี้ยนและตายในเวลาอันสั้นแน่นอน อยู่ไปอยู่ไป ท่านก็ไม่ตายเสียที กลับดูแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็เลยเอาไปใช้รักษาผู้ป่วยรายอื่นๆ ด้วย ซึ่งต่อมาท่านได้พัฒนาเทคนิคการใช้น้ำในการรักษาแบบต่างๆ ออกไป เช่นการอาบน้ำร้อนสลับน้ำเย็น เป็นต้น ปัจจุบันมีการนำเอาวารีบำบัดมาใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งการรักษาโรค เสริมสุขภาพ เสริมความงาม
        วารีบำบัดจะช่วยสร้างสมดุลของร่างกายโดยอาศัยความร้อนความเย็นของน้ำที่มากระทบผิวกาย ซึ่งคนเรามีส่วนของสมองที่เรียกว่า ไฮโปทาลามัส (hypothalamus) คอยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้เป็น 37 องศาเซลเซียส อยู่ตลอดเวลา เมื่อใดที่เราถูกความหนาวเย็นร่างกายจะปกป้องตนเองโดยหดเส้นผิวกายเพื่อรักษาความร้อนไว้ และเพิ่มการทำงานของอวัยวะภายในเพื่อสร้างความร้อนเพิ่มขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อสั่นกระตุก ทำให้หัวใจ ปอด ต่อมฮอร์โมนต่างๆ ทำงานเพิ่มขึ้นเพื่อผลิตความร้อนออกมา ในทางตรงกันข้ามถ้าเราเข้าไปอยู่ในที่ร้อน ไฮโปทาลามัสจะสั่งให้เส้นเลือดขยายตัว เพื่อระบายความร้อนออก สั่งให้หัวใจ ปอด ตับ กล้ามเนื้อ และต่อมฮอร์โมนทำงานน้อยลง เพื่อลดความร้อน เหตุนี้เองเราสามารถใช้ความร้อนเย็นของน้ำที่มากระทบผิวกาย ออกคำสั่งไปยังอวัยวะต่างๆ ให้ปรับการทำงานสู่สมดุล โดยเมื่อเราถูกความเย็นระยะแรก เส้นเลือดผิวกายหดตัว ผิวหนังซีด ขนลุก รู้สึกหนาว เจ็บสะท้าน ชีพจรเต้นเร็ว แต่เมื่อออกจากความเย็นระยะหนึ่ง จะเกิดปฏิกิริยาตรงกันข้ามคือ เส้นเลือดขยายตัว ผิวหนังแดง หยุดขนลุก รู้สึกอุ่น และผ่อนคลายสบาย แต่เมื่อได้รับความร้อนระยะแรก เส้นเลือดขยายตัว ผิวแดง ชีพจรเต้นช้า เหงื่อออก ประสาทตื่นตัว กล้ามเนื้อกระฉับกระเฉง แต่เมื่อถูกความร้อนนานๆ ระยะหนึ่ง จะเกิดผลคือ เส้นเลือดที่ขยายตัว จะขยายต่อไปจนเกิดอาการคั่งเลือด ชีพจรเต้นเร็ว เหงื่อไม่ออก เกิดกระวนกระวาย ประสาทอ่อนล้า ง่วงนอน ซึมเศร้า กล้ามเนื้อปวกเปียก อ่อนล้า และเซื่องซึม
        ท่านผู้ฟังสามารถประยุกต์นำวารีบำบัดในชีวิตประจำวันได้คือ ถ้าจะอาบน้ำเพื่อความสดชื่น ให้อาบน้ำเย็นแทนที่จะอาบน้ำร้อน เพราะถ้าอาบน้ำร้อนหรือแช่น้ำร้อนนานๆ จะมีผลทำให้เลือดคั่ง ประสาทอ่อนล้า กระวนกระวาย และง่วงเหงาซึมเซา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องของการถูกความร้อนนานๆ แต่อาบน้ำเย็นจะมีผลสืบเนื่องทำให้อบอุ่น สดชื่น และสบายตัว การอาบน้ำร้อนควรทำกรณีเดียวคือ เมื่ออาบน้ำแล้วเข้านอน เพราะผลของความร้อนจะทำให้นอนหลับ
        สำหรับการอบสมุนไพร หรืออบซาวด์น่า ซึ่งปัจจุบันเป็นสิ่งที่หาปฏิบัติได้ไม่ยากนัก ที่ถูกหลักจะต้องใช้การอบร้อนสลับเย็น เช่น อบซาวด์น่าให้อบร้อน 3 นาที แล้วลงบ่อในน้ำเย็น หรือรดน้ำฝักบัวน้ำเย็นสัก 2 นาที สลับกัน 3 รอบ ผลที่เกิดขึ้นจะเป็นการปรับสมดุลของอวัยวะภายในใหม่ ช่วยให้หัวใจ ปอด ตับ ไต ต่อมฮอร์โมน และภูมิต้านทาน ทำงานเป็นปกติ การอบร้อนสลับเย็นยังมีผลช่วยลดความอ้วนในทางอ้อม เพราะสาเหตุของความอ้วนมีปัจจัยหนึ่งคือ ระบบฮอร์โมนชนิดเสริมสร้าง ( Anabolic hormone) และฮอร์โมนชนิดสลาย ( Catabolic hormone) ทำงานไม่ได้สมดุลกัน เมื่ออบซาวด์น่าจะช่วยให้ฮอร์โมนทั้ง 2 กลุ่มนี้ปรับตัวทำงานเสียใหม่ การอบร้อนอย่างเดียวเป็นเวลานาน ๆ เป็นอันตรายต่อร่างกายทำให้หน้ามืด เป็นลม และหัวใจขาดเลือด ดังนั้นท่านผู้ฟังไม่ควรทำเช่นนี้
        นอกจากการอบสมุนไพรแล้วยังมีการสูดไอน้ำซึ่งมักใช้กับอาการเกี่ยวกับปอดและมักใช้ร่วมกับสมุนไพรหลายชนิด โดยนำเอาสมุนไพรมาเคี่ยวและนำหม้อยาที่ต้มไว้ มาวางบนโต๊ะเตี้ยๆเปิดฝาออก ให้คนไข้นั่งในท่าที่ก้มหน้ารอรับไอน้ำได้ถนัด นำผ้าขนหนูมาคลุมไว้เหนือศีรษะของคนไข้ แล้วให้หายใจยาวๆลึกๆ ประมาณ 5-15 นาที จะทำให้ปอดสดชื่นขึ้น แต่ถ้าจะบรรเทาปัสสาวะอักเสบก็ควรจะดื่มน้ำมากๆ หรือ ดื่มน้ำคั้นจากแตงโมสดๆ หรือดื่มน้ำต้มหนวดข้าวโพด หรือรับประทานมะละกอมากๆและดื่มน้ำลูกพรุน ก็สามารถช่วยบรรเทาปัสสาวะอักเสบได้ ในปัจจุบันศูนย์สุขภาพและสปาบางแห่งใช้วารีบำบัดในการรักษาอาการเมื่อยกล้ามเนื้อและปวดข้อ โดยการใช้ฝักบัวและไอน้ำหรืออ่างน้ำวนหลังการออกกำลังกายเป็นการช่วยให้ผู้ที่มาออกกำลังกายได้รับความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ท่านผู้ฟังเมื่อได้ฟังเรื่องราวของวารีบำบัดแล้วคงพอจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย แต่จริงๆแล้ววารีบำบัดยังมีอีกมากเช่น การรักษาด้วยน้ำแร่ การแช่น้ำทะเล และการพอกโคลน เป็นต้น สำหรับท่านผู้ฟังท่านใดสนใจจะทำวารีบำบัดนั้นท่านสามารถทำได้ที่บ้านของท่านเอง หรืออาจไปใช้บริการศูนย์สุขภาพและสปาก็ได้ตามแต่งบประมาณที่ท่านมี แต่ถ้าจะทำบ่อยๆ ก็ควรจะหาอุปกรณ์มาทำเองที่บ้านท่านก็ได้เพื่อเป็นการสะดวกและประหยัดด้วย

  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000