สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 ข้าวสีทอง…เมล็ดพืชแห่งความหวัง
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

4612 Posts

Posted - 25 Jul 2006 :  14:37:19  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 49

ข้าวสีทอง…เมล็ดพืชแห่งความหวัง
ชัชวิน เพชรเลิศ
ภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

        ครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า “ข้าวสีทอง” หรือ “Golden rice” ในภาษอังกฤษ ก็มีความรู้สึกเหมือนกับว่าได้ยินเสียงเพลงทุ่งรวงทองแว่วมาแต่ไกล ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย คำคำนี้รวมทั้งเรื่องราวที่เกี่ยวกับข้าวและการทำนา จึงเปรียบเสมือนสิ่งที่แสดงวิถีชีวิตพื้นบ้านของเรามาโดยตลอด ด้วยเหตุที่ข้าวมีความสำคัญต่อเรามากเช่นนี้ เมื่อมีพัฒนาการหรือเทคโนโลยีแปลกใหม่ของข้าวจึงอดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง
        ข้าวสีทอง เป็นข้าวพันธุ์ใหม่ที่มีผู้คิดค้นขึ้นเพื่อให้มีปริมาณเบต้าแคโรทีนสูง สามารถใช้เป็นแหล่งใหม่ของสารประกอบชนิดนี้ ซึ่งร่างกายของเราเปลี่ยนให้เป็นวิตามินเอได้ โดยวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อที่จะแก้ปัญหาการขาดวิตามินเอในประชากรของโลก เรามาลองดูรายละเอียดกันดีกว่านะครับ
        ทำไมต้องมีแหล่งอาหารวิตามินเอ?
        ทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่า วิตามินเอเป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน และมีหน้าที่สำคัญในร่างกายมากมาย อันที่คุ้นเคยกันมากที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องของการมองเห็นได้ในที่มืด ถ้าขาดวิตามินชนิดนี้ก็จะมีอาการทางตา เริ่มตั้งแต่ตาบอดกลางคืน หรือมองไม่ค่อยจะเห็นในที่มืดสลัว ไปจนถึงการเกิดแผลในกระจกตา เลยเถิดไปจนถึงขั้นตาบอดไปเลยก็มีให้เห็นกันมาแล้ว ซึ่งพบได้ในเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ในประเทศที่กำลังพัฒนา ในกลุ่มที่แร้นแค้น ยากจน ด้อยโอกาส นอกจากเรื่องของการมองเห็นแล้ว วิตามินเอยังจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต การสร้างภูมิคุ้มกันโรค การรักษาเยื่อบุผิวของระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ ระบบสืบพันธุ์ และผิวหนัง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการป้องกันการติดเชื้อ และช่วยอวัยวะต่างๆ เหล่านั้นทำหน้าที่ได้เป็นปกติ ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าวิตามินมีความสำคัญและจำเป็นเพียงใด
        ส่วนใหญ่แล้วเราจะได้รับวิตามินเอจากอาหารที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวันนั่นแหละ วิตามินเอมีอยู่ในอาหารที่เราได้จากสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องในโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตับ นม และไข่ ในอาหารจากพืชจะเป็นแหล่งของสารประเภทแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ชนิดที่สำคัญก็คือ เบต้าแคโรทีน ร่างกายจะเปลี่ยนสารแคโรทีนอยด์หลายชนิดไปเป็นวิตามินเอได้มากน้อยต่างกันไปบ้างตามแต่โครงสร้างของสารเหล่านั้น
        ปัจจุบันการขาดวิตามินเอยังพบได้มากในภูมิภาคต่างๆ ของโลก มีข้อมูลว่ามีเด็กที่น่าสงสารอย่างน้อย 1 ล้านคนในโลกที่ยังประสบปัญหาการขาดวิตามินเออย่างรุนแรง ร่างกายอ่อนแอ ปัญหาสุขภาพรุมเร้าจนต้องเสียชีวิต ในขณะที่เด็กอีก 3 แสนกว่าคนต้องพิการทางสายตาจากการขาดวิตามินเอ
        จากการที่ข้าวเป็นอาหารหลักของประชากรกว่าครึ่งโลก นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งจึงเล็งเห็นว่าข้าวน่าจะเป็นสื่อที่ดีในการเสริมสารอาหารต่างๆ ที่เป็นปัญหาอยู่ ความพยายามนี้มีมานานแล้ว แต่เทคโนโลยีที่ใช้กันจะเป็นการเติมหรือเคลือบวิตามิน ตลอดจนแร่ธาตุบางชนิดลงไปบนเมล็ดข้าว (ข้าวสาร) อย่างที่เราปลูกกันมาแต่ดั้งเดิม ในสหัสวรรษใหม่นี้นักวิทยาศาสตร์จึงได้ประสบความสำเร็จในการสร้างข้าวพันธุ์ใหม่ให้มีการสร้างเบต้าแคโรทีนขึ้นในเมล็ดข้าว โดยในส่วนของต้นอ่อนหรือเอ็มบริโอ (Embryo) จะเป็นแหล่งผลิตสารนี้ เทคนิคที่ใช้ในการสร้างพันธุ์ข้าวใหม่นี้ คือ เทคโนโลยีชีวภาพ โดยการตัดแต่งพันธุกรรม ข้าวพันธุ์นี้จึงถือว่าเป็นพืชดัดแปรพันธุกรรม (Genetically modified plant) ยีนที่นำมาใส่ในข้าวคือ ยีนจากต้นแดฟโฟดิล (daffodil) ที่มีดอกสีเหลืองสด มียีนที่ทำให้ดอกไม้ชนิดนี้สร้างเบต้าแคโรทีนได้ เมื่อนำยีนนี้มาใส่เข้าไปในข้าว จึงเกิดการสร้างเบต้าแคโรทีนขึ้นในเมล็ด ทำให้เมล็ดมีสีเหลืองซึ่งแตกต่างจากข้าวโดยทั่วไป และก็เป็นที่มาของชื่อ ข้าวสีทอง ที่เรียกกันอยู่ การค้นคว้านี้เป็นที่กล่าวขานกันอย่างมาก รวมทั้งสร้างความหวังให้แก่นักวิชาการ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาการขาดวิตามินเอ แม้แต่นิตยสารไทม์ ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2544 ที่ผ่านมาก็ลงบทความเกี่ยวกับข้าวสีทอง และเปรียบเทียบว่าเป็นเมล็ดพืชแห่งความหวัง
        อย่างไรก็ตาม การค้นพบวิธีการตัดต่อยีนไม่ได้หมายความว่า การคิดค้นเสร็จสมบูรณ์แล้ว ยังมีงานที่จะต้องทำอีกมาก การปลูกในท้องทุ่งนาจริงๆ ย่อมแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับในห้องปฏิบัติการ หรือแม้แต่แปลงทดลอง อีกทั้งยังจำเป็นที่จะต้องพัฒนาให้ได้พันธุ์ข้าวสีทองที่เหมาะสมสำหรับปลูกในภูมิประเทศและภูมิอากาศแบบต่างๆ ด้วย เราก็คงจะต้องติดตามข่าวกันต่อไปว่า ในอนาคตเราจะได้เห็นข้าวสีทองออกรวงอยู่ตามทุ่งนา ณ ที่ต่างๆ บนโลก และช่วยแก้ไขปัญหาการขาดวิตามินเอให้กับผู้คนบนโลกใบนี้
        คงต้องไม่ลืมว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ก็มีผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการตัดต่อยีนอยู่ไม่น้อย ซึ่งยังมีความเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย จนกระทั่งผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมในธรรมชาติ ก็คงต้องดูกันว่า การประเมินระหว่างความเสี่ยงและประโยชน์ที่จะได้รับ ข้างไหนจะมีน้ำหนักมากกว่ากัน ในกรณีของข้าวสีทองมีข้อได้เปรียบกว่าพืชดัดแปรพันธุกรรมชนิดอื่นที่สร้างมาให้ทนทานต่อโรค หรือต่อยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ก็ตรงที่ประโยชน์ที่จะได้รับนั้นตกอยู่ที่ปลายทางก็คือผู้บริโภคด้วยนั่นเอง

  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.03 seconds. Snitz Forums 2000