สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการสุขภาพดี-ชีวีมีสุข
 โอ๊ย โอ๊ย … เจ็บแผลจะตายอยู่แล้ว
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

4555 Posts

Posted - 01 Aug 2007 :  11:43:45  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 50

โอ๊ย โอ๊ย … เจ็บแผลจะตายอยู่แล้ว
ผศ.ดารัสนี โพธารส

        สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังรายการ “สุขภาพดีชีวีมีสุข” วันนี้คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพาขอเสนอเกร็ดความรู้เกี่ยวกับอาการปวดแผลผ่าตัด ในตอนที่ 1 มีชื่อว่า “โอ๊ย โอ๊ย … เจ็บแผลจะตายอยู่แล้ว”
        หากคุณผู้ฟังต้องเข้ารับการผ่าตัดในโรงพยาบาล คุณทราบหรือไม่ว่าหลังผ่าตัดคุณต้องพบเจอกับอะไรบ้าง จะมีวิธีหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านั้นหรือไม่ ลองฟังคำแนะนำเหล่านี้นะคะคงเป็นประโยชน์กับคุณบ้าง
        อันดับแรกคืออาการปวดแผลผ่าตัด เพราะการผ่าตัดทำให้เนื้อเยื่อบาดเจ็บ คุณจะมีความรู้สึกเจ็บปวดทันทีที่ฟื้นจากยาสลบ อาการปวดจะรุนแรงมากในระยะ 24-48 ชั่วโมงแรกหลังผ่าตัด และจะมีอาการปวดมากขึ้นเมื่อมีอาการท้องอืดหรือกล้ามเนื้อหดเกร็ง ซึ่งมีอาการปวดลึกๆคงที่อยู่ตลอดเวลา และอาการปวดรุนแรงเมื่อเคลื่อนไหวหรือไอ
        คุณผู้ฟังค่ะ วัยกลางคนจะมีอาการเจ็บปวดรุนแรงที่สุด หากมีความวิตกกังวลหรือมีจิตใจอ่อนไหวมักรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงกว่าผู้ที่มีจิตใจหนักแน่นและสุขุม ส่วนปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ บริเวณที่ทำผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดบริเวณทรวงอกและช่องท้องส่วนบนจะมีอาการเจ็บปวดรุนแรงมากที่สุด ลำดับต่อมาเป็นการผ่าตัดที่ช่องท้องส่วนล่าง บริเวณใบหน้า คอ แขนและขา ส่วนการผ่าตัดสมองจะมีอาการเจ็บปวดน้อยมาก เมื่อคุณผู้ฟังปวดแผลผ่าตัดไม่ว่าจะมากหรือน้อย โปรดอย่านิ่งนอนใจ รีรีรอรอ หรือเกรงใจพยาบาล แจ้งให้พยาบาลทราบ เพื่อจะได้ช่วยลดอาการปวดที่ทำให้คุณทรมาน
        เมื่อมีอาการปวด พยาบาลจะฉีดยาแก้ปวดมอร์ฟีน (morphine) หรือยากลุ่มโอพิออยด์ (opioid) ทางหลอดเลือดดำหรือทางกล้ามเนื้อ ต่อมาอาจจะให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (paracetamol) แอสไพริน (aspirin) หรือยาต้านการอักเสบชนิดไม่มีสเตียรอยด์ (non-steroidal anti-inflammatory drugs ; NSAIDs) เป็นต้น และอย่าลืมสังเกตอาการข้างเคียงของยาแก้ปวดแต่ละประเภทด้วยนะค่ะ เช่น อาการคลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ ระคายเคืองกระเพาะอาหาร เป็นต้น
        คุณควรใช้มือทั้งสองข้างประคองบริเวณแผลผ่าตัดหรือวางหมอนทาบลงบนแผลผ่าตัดและกอดหมอนไว้ในขณะที่เคลื่อนไหวหรือไอจาม ช่วยลดอาการกล้ามเนื้อตึงตัวและลดการสั่นสะเทือนของแผลผ่าตัด ในกรณีที่มีท่อระบายจากแผลผ่าตัด ขณะเคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนท่านอนควรจับท่อระบายไว้ ไม่ให้ท่อระบายเลื่อนหลุด หักหรือพับงอ
        คุณควรยกแขนหรือขาด้านที่ทำผ่าตัดให้สูงกว่าระดับหัวใจหรือประมาณ 30 องศาจากระดับที่นอน อาจแขวนมือและแขนไว้กับเสาข้างเตียงหรือใช้หมอนหนุนรองตามความยาวของแขนหรือขา ป้องกันอาการบวมจากการที่เลือดไหลกลับไม่สะดวกซึ่งทำให้ปวดแผลผ่าตัดได้
        ฝึกใช้เทคนิคการผ่อนคลายความปวด เช่น การหายใจเข้าออกลึกๆหรือเบี่ยงเบนความสนใจจากความปวดด้วยการพูดคุยในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับความปวดแผลผ่าตัด อ่านหนังสือตามที่สนใจหรือชอบ สวดมนต์ ทำสมาธิ ฟังเพลง และดูโทรทัศน์ เป็นต้น นอกจากนี้พยายามปลอบโยนให้กำลังใจตนเองอยู่เสมอ เช่น “คงไม่มีใครรักเราได้มากเท่าตัวเราเองอีกแล้ว”
        เปลี่ยนอิริยาบถหรือเคลื่อนไหวร่างกายด้วยความนุ่มนวล ทำให้เจ็บปวดลดน้อยลงและลดอาการท้องอืดโดยเฉพาะคนที่ผ่าตัดบริเวณช่องท้อง คนไทยส่วนใหญ่คิดว่าถ้าไม่สบายต้องนอนพักมากๆ อันที่จริงการพักผ่อนก็เป็นการดี แต่ถ้าพักจนไม่ทำอะไรเลยแม้แต่ขยับร่างกาย จะแย่เอานะคะ ซึ่งอาการท้องอืดนี้เกิดจากลำไส้หยุดการเคลื่อนไหวระหว่างการผ่าตัดและการงดน้ำงดอาหารหลังผ่าตัดร่วมกับการกลืนลมและน้ำลงไปขณะดมยาสลบ ตลอดจนการถูกจำกัดการเคลื่อนไหว ทำให้รู้สึกแน่นอึดอัดในท้อง อิริยาบถต่างๆ เช่น การพลิกตะแคงตัวบนเตียง ลุกนั่งบนเตียง ลุกนั่งข้างเตียง เดินรอบเตียง แล้วเดินไปห้องน้ำหรือออกนอกหอผู้ป่วย จะช่วยเพิ่มความตึงตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินปัสสาวะกลับมาทำงานได้ตามปกติโดยเร็ว นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นการไหลเวียนเลือด และส่งเสริมการทำงานของปอดให้เป็นไปตามปกติ รวมทั้งช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดได้
        คุณผู้ฟังคงอยากทราบว่าภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดนั้นมีอะไรบ้าง มีทางป้องกันอย่างไร ต้องขออุบไว้คราวต่อไปเพราะเรื่องมันยาว วันนี้คงมีเวลาไม่พอที่จะพูดถึง แล้วพบกันคราวหน้า อ้อ! อย่าลืมนำวิธีลดปวดที่แนะนำไปลองปฏิบัติดูนะค่ะ ได้ผลอย่างไรก็เล่าสู่กันฟังบ้าง สวัสดีค่ะ

เอกสารอ้างอิง

ชาญวิทย์ ตันติ์พิพัฒน์และธนิต วัชรพุกก์. (บรรณาธิการ). (2542). ตำราศัลยศาสตร์ (พิมพ์ครั้งที่ 5).กรุงเทพฯ : บริษัทด่านสุทธาการพิมพ์จำกัด.
ศิริภรณ์ ฟุ้งวิทยา. (2540). ยาระงับปวด (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์. (บรรณาธิการ). (2539). The common chronic pain problems and management (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์.
Joshi,G.P. & White,P.F. (2001). Management of acute and postoperative pain. Current Opinion in Anaesthesiology, 14, 417-421.

  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.03 seconds. Snitz Forums 2000