สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 มะเร็งปากมดลูก
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

4612 Posts

Posted - 17 Sep 2007 :  16:16:46  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 50

มะเร็งปากมดลูก
ชฎาพร นุชจังหรีด
ภาควิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์

        มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดของมะเร็งในสตรีไทย โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 6 พันราย พบมากในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งมะเร็งชนิดนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมาหรือเชื้อเอชพีวีบริเวณอวัยวะเพศ โดยเฉพาะบริเวณปากมดลูก ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้สตรีมีโอกาสติดเชื้อไวรัสชนิดนี้หรือมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ เมื่อเปรียบเทียบกับสตรีที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุยังน้อย โดยเฉพาะอายุน้อยกว่า 17 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีการกลายรูปของเซลล์ปากมดลูกมาก และช่วงนี้จะมีความไวต่อสารก่อมะเร็งสูงมากโดยเฉพาะเชื้อเอชพีวี การมีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม ซิฟิลิส และหนองใน เป็นต้น การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานานๆ ถ้านานกว่า 5 ปี และ 10 ปี จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น 1.3 เท่า และ 2.5 เท่า ตามลำดับ สตรีที่ไม่เคยได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมาก่อน สตรีที่มีสามีเป็นมะเร็งองคชาต สตรีที่เคยแต่งงานกับชายที่เคยมีภรรยาเป็นมะเร็งปากมดลูก สตรีที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมต่ำ รวมทั้งการตั้งครรภ์และการคลอดลูกหลายครั้งก็ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้สูงเช่นกัน ซึ่งได้มีรายงานพบว่าสตรีที่มีการคลอดลูกมากกว่า 4 ครั้ง จะมีความเสี่ยงหรือมีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งปากมดลูกได้สูงถึง 2-3 เท่า สำหรับการติดเชื้อเอชพีวีในผู้ชาย ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ชายมักจะไม่มีอาการหรือตรวจไม่พบเชื้อ ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะได้รับเชื้อไวรัสชนิดนี้ก็ตาม การติดเชื้อส่วนใหญ่จะมาจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่มีเชื้อเอชพีวี ซึ่งการมีเพศสัมพันธ์แม้เพียงครั้งเดียวก็มีโอกาสติดเชื้อชนิดนี้ได้ และเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงทางฝ่ายชาย ได้แก่ ผู้ชายที่เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ผู้ชายที่มีประสบการณ์ทางเพศตั้งแต่อายุยังน้อย ผู้ชายที่มีคู่นอนหลายคน สำหรับปัจจัยสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ การสูบบุหรี่ ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น โรคเอดส์ และการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
        ระยะของมะเร็งปากมดลูก แบ่งออกได้เป็น 2 ระยะใหญ่ๆ คือ
        1. ระยะก่อนมะเร็งหรือระยะก่อนลุกลาม ระยะนี้เซลล์มะเร็งยังอยู่ภายในชั้นเยื่อบุผิวปากมดลูก ไม่ลุกลามเข้าไปในเนื้อปากมดลูก ผู้ป่วยจะไม่มีอาการผิดปกติเลย แต่ตรวจพบได้จากการตรวจคัดกรองโดยการตรวจทางเซลล์วิทยาของปากมดลูกที่เรียกว่า “ แพบสเมียร์ ” นั่นก็คือ การขูดเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูก แล้วนำมาตรวจหาเซลล์มะเร็ง
        2. ระยะลุกลามแบ่งออกเป็น 4 ระยะย่อย คือ
        ระยะที่ 1 มะเร็งลุกลามอยู่ภายในมดลูก
        ระยะที่ 2 มะเร็งลุกลามไปที่เนื้อเยื่อข้างปากมดลูก และ/หรือ ผนังช่องคลอดส่วนบน
        ระยะที่ 3 มะเร็งลุกลามไปที่ด้านข้างของเชิงกรานและ/หรือ ผนังช่องคลอดส่วนล่างหรือกดท่อไตจนเกิดภาวะไตบวมน้ำ
        ระยะที่ 4 มะเร็งลุกลามไปที่กระเพาะปัสสาวะ ไส้ตรง หรืออวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด กระดูก และต่อมน้ำเหลืองนอกเชิงกราน เป็นต้น
        การตรวจวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูกแรกเริ่ม โดยมากพบจากการตรวจมดลูกประจำปี โดยการตรวจภายใน ซึ่งแพทย์จะตรวจมดลูก ช่องคลอด ท่อรังไข่ รังไข่ หลังจากนั้นแพทย์จะใช้อุปกรณ์ถ่างช่องคลอดเพื่อทำ “แพบสเมียร์ ” ช่วงที่เหมาะสมในการตรวจภายใน คือ 10-20 วัน หลังประจำเดือนวันแรก และก่อนการตรวจ 2 วัน ไม่ควรสวนล้างยาฆ่าสเปิร์ม หรือยาสอด ผู้หญิงวัยเจริญพันธ์ ตั้งแต่อายุ 18 ปี ขึ้นไป ควรตรวจภายในประจำปี สำหรับอาการของมะเร็งปากมดลูกนั้น ระยะเริ่มแรกจะยังไม่มีอาการใดๆ แต่เมื่อเป็นมะเร็งแล้วจะมีอาการเลือดออกหลังจากการตรวจภายในหรือหลังจากการมีเพศสัมพันธ์
วิธีการรักษา
        1. การผ่าตัด ถ้ามะเร็งอยู่เฉพาะปากมดลูก อาจจะตัดแค่บริเวณปากมดลูก แต่ถ้ามะเร็งแพร่กระจายมาก แพทย์อาจจะตัดมดลูก ท่อรังไข่ รังไข่ รวมทั้งต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
        2. การใช้รังสีรักษา ทำได้ 2 วิธี คือ การให้รังสีจากเครื่องมือแพทย์ จะให้รังสีเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง 5 วัน/สัปดาห์ เป็นเวลา 5-6 สัปดาห์ และการฝังแร่อาบรังสีบริเวณปากมดลูก ฝังแต่ละครั้งนาน 1-3 วัน อยู่โรงพยาบาลจะใช้เวลารักษา ประมาณ 1-2 สัปดาห์
        3. การให้เคมีบำบัด โดยการให้เคมีเข้าในเลือดเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง
        4. การสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อให้ภูมิคุ้มกันทำลายมะเร็ง ยาที่ใช้บ่อย คือ อินเตอร์ฟีรอน
การป้องกันมะเร็งปากมดลูก แบ่งออกได้ 3 ระดับ คือ
        1. ระดับปฐมภูมิ คือ การป้องกันโดยการหลีกเลี่ยงการได้รับสารก่อมะเร็ง การลดหรือขจัดสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก และการทำให้ร่างกายสามารถต่อต้านสารก่อมะเร็ง ซึ่งมีการป้องกันหลายวิธี คือ หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุยังน้อย คุมกำเนิดโดยใช้ถุงยางอนามัย หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะทำให้ได้รับเชื้อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะเชื้อเอชพีวี รวมทั้ง การงดสูบบุหรี่ ก็สามารถป้องกันมะเร็งชนิดนี้ได้ด้วย
        2. ระดับทุติยภูมิ คือ การค้นหาเซลล์มะเร็งในระยะแรกเริ่ม โดยส่วนใหญ่การรักษาจะได้ผลดีสำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรก ซึ่งสามารถตรวจคัดกรองได้โดยการทดสอบโดยวิธีแพบสเมียร์ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น จากการตรวจในวิธีดังกล่าวนี้พบว่ามีความไวสูงถึงร้อยละ 95-100 และในปัจจุบันวงการแพทย์สามารถตรวจหาเชื้อชนิดก่อมะเร็งได้แล้ว แต่มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง
        3. ระดับตติยภูมิ คือ การรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ป่วยหายจากโรคมะเร็ง มีชีวิตรอด ยาวนาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

เอกสารอ้างอิง
1. ประเสริฐ เลิศสงวนสินชัย และคณะ. 2533. ผลการรักษามะเร็งปากมดลูกด้วยรังสีของโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์. จุฬาลงกรณ์เวชสาร. 34 (1) : 31-40
2. ฝ่ายแผนงานและสถิติ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Institute). 2537. สถิติโรคมะเร็งของประเทศไทย. วันที่ค้นข้อมูล 23 ตุลาคม 2549. เข้าถึงได้จากhttp://www.thailabonline.com/sec7castat.htm
3. ศูนย์มะเร็งอุบลราชธานี. 2548. รอบรู้มะเร็ง: ก้าวทันมะเร็ง. วันที่ค้นข้อมูล 29 ตุลาคม 2549. เข้าถึงได้จาก www.uboncancer.org
4. National Cancer Institute, Ministry of Health, Thailand. 1995. Tumor registry.

  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.03 seconds. Snitz Forums 2000