สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความเผยแพร่ทางวิทยุกระจายเสียงไปออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ โทร 038-102292
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 การฝังเข็ม
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

4612 Posts

Posted - 21 Apr 2008 :  10:59:07  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2551

การฝังเข็ม
ชฎาพร นุชจังหรีด
ภาควิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์

         การฝังเข็ม หมายถึง การกระตุ้นจุดฝังเข็มในเส้นลมปราณเพื่อให้ระบบการไหลเวียนของลมปราณเป็นปกติ ซึ่งในร่างกายของคนเราจะมีเส้นลมปราณทั้งหมด 20 เส้น เป็นเส้นปกติ 12 เส้น เส้นไม่ปกติ 8 เส้น และทุกเส้นจะมีจุดฝังเข็มอยู่ในเส้นลมปราณเหล่านี้ด้วย และโดยทั่วไปจะมีวิธีฝังเข็มอยู่ 2 วิธี คือ การใช้เข็มเจาะหรือฝังตามผิวหนังเพื่อกระตุ้นจุดฝังเข็ม และใช้เข็มฝังและการรมยา โดยใช้ความร้อนช่วยกระตุ้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันและรักษาโรคที่สืบทอดมาแต่โบราณ จนถึงวันนี้แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนโฉมหน้าไป เทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามามีบทบาทกับผู้คนในชีวิตประจำวัน แต่การฝังเข็มบำบัดโรคก็ยังคงอยู่
         การฝังเข็มนั้นเป็นศาสตร์การแพทย์ของชาวจีนแขนงหนึ่ง มีกำเนิดมาจากประเทศจีนไม่ต่ำกว่า 4,000 ปีมาแล้ว โดยเริ่มจากการสังเกตว่าเมื่อมีอาการกดนวด หรือใช้วัตถุแข็ง เช่น หิน กระดูก กิ่งไม้ กดแทงลงบนร่างกายที่รู้สึกเจ็บปวดหรือไม่สบาย จะทำให้อาการเจ็บป่วยทุเลา จึงได้ถ่ายทอดเป็นวิธีการรักษาโรคอย่างหนึ่ง และได้มีการประดิษฐ์เครื่องมือสำหรับใช้กดจุดโดยเฉพาะ เช่น เข็มที่ฝนจากหินเมื่อ 2,000 ปีก่อนได้มีการประดิษฐ์เข็มที่ทำจากเงินและทองคำมาใช้ในการฝังเข็มรักษาโรค พร้อมกับการพัฒนาอารยธรรม ได้มีการพัฒนาทฤษฎีทางการแพทย์ของจีนขึ้นมาด้วย โดยมนุษย์ค้นพบจุดต่างที่สามารถกดแทงหรือนวดเพื่อรักษาโรคได้เป็นจำนวนมาก วิชาการฝังเข็มได้เผยแพร่ไปในประเทศต่างๆ ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย และประเทศในแถบทวีปยุโรป แต่ละประเทศได้นำไปศึกษาและพัฒนาจนกลายเป็นการแพทย์ทางเลือกของแต่ละประเทศ องค์การอนามัยโลกได้ให้ความสนใจและเชิญประชุมผู้เชี่ยวชาญการฝังเข็มจากนานาประเทศครั้งแรกของโลกเมื่อปี ค.ศ. 1979 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งที่ประชุมได้กำหนดรายชื่อโรคที่อาจใช้การฝังเข็มเป็นทางเลือกในการรักษาไว้จำนวน 43 โรค และในปี ค.ศ. 1995 องค์การอนามัยโลกได้จัดประชุมนานาชาติเป็นครั้งที่ 2 และได้เพิ่มรายชื่อโรคเป็น 57 โรค พร้อมกันนี้องค์การอนามัยโรคได้พัฒนาการฝังเข็มให้เป็นสากล เช่น มีการตั้งชื่อจุดฝังเข็มให้เป็นสากล มีการจัดการเรียนการสอนตามกฎเกณฑ์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์
         สำหรับประเทศไทย การฝังเข็มเริ่มมีในสมัยสุโขทัย โดยเข้ามาพร้อมกับพ่อค้าที่มาติดต่อค้าขาย และชาวจีนอพยพอื่นๆ ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากแพทย์แผนปัจจุบันเมื่อประเทศไทยเริ่มสถาปนาความสัมพันธ์ทางทูตยุคใหม่กับประเทศจีน ในปี พ.ศ. 2518 มีแพทย์ไทยไปศึกษาเรื่องการฝังเข็มแทนยาสลบ และมีผู้สนใจไปศึกษาการแพทย์แผนจีนจากประเทศจีน นำมาให้บริการรักษาประชาชน ทำให้การฝังเข็มเป็นที่รู้จักแพร่หลายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา การฝังเข็มเป็นที่นิยมในการลดน้ำหนักในกลุ่มวัยรุ่น นักแสดงและประชาชนทั่วไป เกิดเป็นธุรกิจให้ค่าตอบแทนสูง มีการเก็บค่าบริการในอัตราสูง ตลอดจนการให้บริการที่ไม่ได้มาตรฐาน แพทย์สภาจึงเป็นองค์กรหลักในการควบคุมและพัฒนาการฝังเข็มตามกฎหมาย จึงกำหนดให้มีการศึกษาและพัฒนาศาสตร์เกี่ยวกับการฝังเข็ม และกำหนดให้มีการเรียนการสอนการฝังเข็มในหลักสูตรแพทยศาสตร์โดยมีกรมการแพทย์เป็นองค์กรรับผิดชอบ และจัดอบรมหลักสูตรการฝังเข็มตามแนวทางขององค์การอนามัยโลกให้ แก่แพทย์ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว และรวมทั้งสนับสนุนในด้านการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการฝังเข็ม
         การรักษาโรคโดยการฝังเข็ม จะใช้เข็มที่ออกแบบเป็นพิเศษ ซึ่งมีลักษณะยาวเล็กปลายแหลม ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนด้ามจับ และส่วนที่แทงเข้าผิวหนัง มีลักษณะคล้ายเข็มฉีดยาแต่ขนาดเล็กกว่ามาก และปลายมน (ที่ยอดปลายมนแหลม) เป็นต้น ปักลงที่จุดฝังเข็มตามร่างกาย โดยปักคาไว้ 15-30 นาที หรือต่อเข้ากับเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า หรือต่อเข้ากับโกฐจุฬาลัมพา ซึ่งการจะเลือกจุดใดหรือวิธีการใดนั้น ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์โรค โดยดูตามความเหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย และความถนัดของแพทย์แต่ละคน การฝังเข็มนั้นไม่ใช่การฝังเข็มเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วยอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในปัจจุบันนี้องค์การอนามัยโลกให้การยอมรับ 67 กลุ่มโรค ที่สามารถใช้การฝังเข็มรักษาหรือบรรเทาด้วยการฝังเข็มได้ และจากสถิติที่คนทั่วโลกนิยมใช้การฝังเข็ม ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี ตัวอย่างโรคหรืออาการ เช่น
         1. อาการปวดต่างๆ ซึ่งการฝังเข็มจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการหลั่งสารเคมีในร่างกายที่มีฤทธิ์ระงับปวด หรือลดการอักเสบ เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และพังพืดอักเสบ ปวดภายหลังการผ่าตัดต่อมทอนซิล ปวดภายหลังการถอนฟัน ปวดขณะคลอด ปวดภายหลังการผ่าตัด ข้อไหล่ติด ปวดรากประสาท ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ปวดชาตามเส้นประสาทซิแอตติก ปวดเอว กล้ามเนื้อและพังพืดบริเวณคออักเสบ กระดูกสันหลังส่วนคออักเสบ
         2. การติดเชื้อหรือการอักเสบบางชนิด เช่น การอักเสบเฉียบพลันของทอนซิล คอ และกล่องเสียง งูสวัด
         3. โรคทางระบบประสาท เช่น ปวดศีรษะไมเกรน อัมพาตครึ่งซีกและอาการอ่อนแรงที่เกิดตามหลังจากการที่มีสภาพทางระบบประสาท รวมทั้งกลุ่มของผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาต
         4. โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด แพ้อากาศ
         5. โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย นิ่วในถุงน้ำดี กระเพาะอาหารหย่อนย้อยผิดปกติ
         6. โรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ เช่น ความดันโลหิตต่ำ ความดันโลหิตสูง และโรคเลือดบางชนิด เช่น เม็ดเลือดขาวต่ำจากบางสาเหตุ
         7. ระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธ์ เช่น การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ การกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ปัสสาวะไหลโดยไม่รู้ตัว ปวดนิ่วทางระบบปัสสาวะ การคั่งของปัสสาวะ
         8. ความผิดปกติทางระบบสูติ-นรีเวช เช่น ปวดประจำเดือน แพ้ท้อง
         9. โรคจิตเวช เช่น ซึมเศร้า
         10. โรคทางอวัยวะรับสัมผัส
         11. โรคอื่นๆ เช่น การติดสุรา การติดบุหรี่ การติดยา โรคอ้วน
         ข้อห้ามในการฝังเข็ม องค์การอนามัยโลกได้ระบุห้ามบุคคลต่อไปนี้ ไม่ให้ทำการฝังเข็ม ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์
ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ยังไม่ได้รับการรักษา ผู้ที่มีความบกพร่องเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด ผู้ป่วยที่ต้องรักษาโดยการผ่าตัด และ ผู้ป่วยด้วยโรคที่ยังไม่ทราบผลการวินิจฉัยที่แน่นอน
         ข้อดีของการฝังเข็ม ได้แก่ ความสะดวก เพราะใช้เครื่องมือเพียงไม่กี่ชิ้น ไม่ต้องการอุปกรณ์ และสถานที่พิเศษ
ประหยัด ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก วิธีการรักษาไม่ยุ่งยาก ผลแทรกซ้อนน้อย และไม่มีอาการแพ้ยา
         ข้อเสียของการฝังเข็ม คือ เจ็บบริเวณที่เข็มแทง อาจเกิดอันตรายจากการแทงเข็ม เช่น ติดเชื้อ แทงถูกอวัยวะสำคัญหรือเส้นเลือด และถ้าผู้ที่ให้การรักษาไม่ได้รับการอบรมหรือฝึกตามมาตรฐาน อาจจะทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตต่อผู้รับบริการได้ เนื่องจากมีอวัยวะสำคัญหลายตำแหน่งที่การฝังเข็มอาจทำให้เสียชีวิตได้

เอกสารอ้างอิง
1. กองบรรณาธิการ (นิตยสารสมุนไพรเพื่อสุขภาพ). 2548. การฝังเข็มรักษาโรคอัมพาตอัมพฤกษ์. นิตยสาร สมุนไพรเพื่อสุขภาพ. 5 (49): 73-74.
2. วุฒินันท์ พิริยะพงษ์กุล. ฝังเข็มรักษาโรค. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ธงฟ้า. หน้า 8-9
3. สุปราณี ยอดบุตร. 2531. การฝังเข็ม. กรุงเทพฯ : สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ. หน้า 180-190
4. วารสาร มฉก. วิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2544. 5 (9): 88-92

  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000