สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความเผยแพร่ทางวิทยุกระจายเสียงไปออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ โทร 038-102292
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการมนุษย์กับสังคม
 นี่แหละ “สตรี”
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

4640 Posts

Posted - 13 May 2008 :  11:22:42  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2551

นี่แหละ “สตรี”
สุภัสตรา เก้าประดิษฐ์ ทรัพย์ชูกุล

         สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟัง ในวันนี้จะขอคุยเกี่ยวกับเรื่องของสถานภาพและสิทธิของสตรีไทย
         สิทธิสตรี คืออะไร? ตามหลักของสิทธิมนุษยชนแล้ว สิทธิสตรี คือสิทธิที่สตรีจะสามารถดำรง ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ มีหลักประกันที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
         ทำไมต้องสิทธิสตรี? สตรีเป็นประชากรครึ่งหนึ่งของทุกสังคมและโลก ถ้าโลกนี้ขาดเพศหญิง มวลมนุษย์ชาติจะไม่สามารถดำรงเผ่าพันธุ์หรือมีชีวิตต่อไปได้เลย ผู้หญิงเป็นเพศมารดา เป็นทั้งแม่ ผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดู อบรมบ่มนิสัยลูก เป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งของครอบครัว เป็นกำลังการผลิต และกิจกรรมของชุมชนและสังคมทุกประเทศ แต่ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน สภาพและสถานภาพของสตรีจะต่ำต้อยด้อยค่า ไม่เสมอภาคเท่าเทียมชาย และที่สำคัญ สตรีถูกกดขี่ ขูดรีด เหยียดหยาม และกีดกันทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง สภาพดังกล่าว ถือเป็นการไม่เคารพสิทธิมนุษยชนของสตรี ในทุกสังคมโลก จึงมีการลุกขึ้นเรียกร้องสิทธิสตรี รัฐและสังคมของประเทศต่างๆ จึงค่อยยอมรับฐานะและบทบาทของสตรี
         ปี พ.ศ.2453 คลาร่า เซทกิ้น(Clara Zetkin) นักการเมืองชาวเยอรมัน ซึ่งถือว่าเป็น “มารดาแห่งการเคลื่อนไหวสตรีสากล” ได้เสนอให้วันที่ 8 มีนาคม เป็นวันสตรีสากล เพื่อระลึกถึงการต่อสู้ของคน งานหญิงโรงงานทอผ้าในกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่การต่อสู้จบลงด้วยการฆาตกรรมหมู่ โดยประเทศต่างๆ ได้ขานรับร่วมกันรณรงค์จัดงานวันสตรีสากลเป็นต้นมา ในปีพ.ศ. 2551 นี้องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดหัวข้อในการรณรงค์วันสตรีสากล คือ “การลงทุนเพื่อสตรีและเด็กหญิง” โดยจะเน้นในการหางบประมาณสนับสนุนให้เกิดความเสมอภาคระหว่างเพศในระดับประเทศ
         สำหรับประเทศไทย ในอดีต หญิงไทยถูกกำหนดคุณค่าให้เป็นเพียงทรัพย์สมบัติชนิดหนึ่งของคนที่เป็นสามี ดังสำนวนที่ว่า “ช้างเท้าหน้า ช้างเท้าหลัง” ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า “ผู้ชายเป็นผู้นำ ผู้หญิงเป็นผู้ตามในครอบครัว” สำนวนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นลักษณะสังคมไทยที่ถืออำนาจผู้ชายเป็นใหญ่ หรือ สำนวน “อยู่กับเหย้า เฝ้ากับเรือน” คำนิยม เหล่านี้ได้จำกัดและตีกรอบให้ผู้หญิงเป็นเพียงแม่ศรีเรือน ไม่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ ให้พึ่งพาผู้ชายสถานเดียว หญิงไทยจึงถูกเอาเปรียบ ขาดความมั่นคงปลอดภัย ถูกคุกคามสิทธิของชีวิต เนื้อตัว ร่างกายมาโดยตลอด
         "การต่อสู้เรียกร้องสิทธิสตรีไทย” ที่มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 4 คือ กรณีของ อำแดงเหมือน และอำแดงจั่น ที่ออกมาเรียกร้องสิทธิพึงมีพึงได้ของตนในฐานะที่เป็นคน อำแดงเหมือนได้เรียกร้องสิทธิที่จะสามารถเลือกคู่ครองตามที่ตนเองต้องการ ส่วนอำแดงจั่นเรียกร้องสิทธิที่จะเป็นเจ้าของร่างกายของตนมิให้ถูกขายไปเป็นทาส การต่อสู้ของสองสตรีส่งผลให้เกิดการเปลี่ยน แปลงแก้ไขกฎหมายลักพาเมื่อปี พ.ศ.2408 โดยให้สิทธิสตรีในการเลือกคู่ครอง รวมทั้งแก้ไขกฎหมายผัวขายเมีย บิดามารดาขายบุตร เมื่อปี พ.ศ.2411 โดยระบุว่าผัวจะขายเมียไม่ได้ถ้าเมียไม่ยินยอม
         ด้วยสภาพทางเศรษฐกิจ และสังคมที่แปรเปลี่ยนไป บทบาทและหน้าที่ของสตรีจึงค่อยๆเริ่มมีมากขึ้นเป็นลำดับ อาทิ ผู้หญิงไทยเป็นหัวหน้าครอบครัว ทำงานนอกบ้านมากขึ้น และประวิงเวลาแต่งงานออกไปช้ากว่าเดิม นอกจากนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้รับรองคุ้มครองสิทธิสตรีไว้หลายมาตรา เช่น มาตรา 30 รับรองเรื่องความเท่าเทียมเสมอภาคของบุคคลที่จะไม่ถูกเลือกปฏิบัติด้วยความแตกต่างทางเรื่องเพศ มาตรา 53 รับรองเรื่องสิทธิที่จะได้รับจากรัฐด้านการคุ้มครองบุคคลในครอบครัว จากการใช้ความรุนแรง มาตรา 86 รับรองเรื่องการคุ้มครองแรงงานหญิง และมาตราที่ได้รับการแก้ไขล่าสุด คือ มาตรา 276 โดยแก้ไขจาก “ผู้ใดข่มขืนหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตน” เป็น “ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่น” ซึ่งเป็นการขยายการคุ้มครองแก่คนทุกเพศ แม้จะถูกระทำจากคนเพศเดียวกัน
         แม้ว่า รัฐธรรมนูญจะรับรองเรื่องสิทธิสตรีไว้บ้างแล้ว แต่สตรีก็ยังคงต้องเรียกร้องสิทธิต่อไป เพื่อให้สตรีได้มีอิสระในการตัดสินใจ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ตกอยู่ในสถานะที่ด้อยกว่าชาย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยยังมีประเด็นที่ท้าทายความคิดของคนไทยยุคปัจจุบันที่ยังไม่มีข้อยุติ เช่น ประเด็นความเชื่อหลายๆเรื่องที่ยังเป็นภาพลบต่อสตรี อาทิ “ภรรยาเป็นสมบัติของสามี” “มีลูกสาวเหมือนมีส้วมอยู่หน้าบ้าน” “เกิดเป็นหญิง แท้จริงแสนลำบาก” ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องใช้เวลาและความเข้าใจในการแก้ไข ปัญหาการถูกคุกคามทางเพศในรูปแบบต่างๆ หรือ ปัญหาคำหน้านามของผู้หญิงที่ต้องใช้ “นางสาว” และใช้ “นาง” หากผ่านการสมรส ในขณะที่บุรุษใช้ “นาย” เพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่า บุรุษนั้นเคยผ่านการสมรสมาแล้วหรือไม่ เป็นต้น
         อย่างไรก็ตาม สถานภาพของสตรีไทย คงไม่ใช่เพียงแค่การที่มีนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีหญิง ไม่ใช่การเดินพาเหรดรอบเมืองในวันสตรีสากล ซึ่งประเทศไทยได้มีงานจัดงานวันสตรีสากลมาตั้งแต่ปี 2532 แต่อยู่ที่ว่า “ทุกคนต้องรู้จักคุณค่าและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์” บุรุษต้องรู้จักเคารพ และให้เกียรติสตรี หยุดยั้งการเอาเปรียบสตรีในทุกรูปแบบ และสตรีเองก็ต้องรู้จักคุณค่าในตนเองและพัฒนาศักยภาพตนเองให้มีส่วนร่วมทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองให้มากขึ้น เพื่อเป็นที่ยอมรับของสังคม ซึ่งจะทำให้สถานภาพสตรีมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น และไปสู่การเป็น “ช้างเท้าซ้าย และช้างเท้าขวา” ที่ก้าวเคียงข้างกันไปด้วยความเสมอภาค และเท่าเทียมกันสู่สังคมสันติภาพและเป็นสุขตลอดไป

อ้างอิง
จดหมายข่าว เครือข่ายผู้หญิงเพื่อความก้าวหน้าและสันติภาพ www.thaingo.org/writer

  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.03 seconds. Snitz Forums 2000