สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความเผยแพร่ทางวิทยุกระจายเสียงไปออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ โทร 038-102292
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 นานาสรรพคุณของบัว
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

4612 Posts

Posted - 31 Oct 2008 :  14:06:00  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2551

นานาสรรพคุณของบัว
ชฎาพร นุชจังหรีด
ภาควิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์

          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ เมื่อกล่าวถึงบัว ท่านผู้ฟังก็คงคุ้นเคยและรู้จักกันดีในส่วนต่างๆ ของบัว เช่น ดอกบัว เป็นดอกไม้ที่นำมาบูชาพระ และเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา ส่วนฝักบัว เด็กๆ ก็มักชอบเก็บมาแกะกินเมล็ด ซึ่งมีรสหวานมัน และสายบัว แม่บ้านก็มักจะเก็บมาแกงกะทิสายบัว หรือนำมาผัดกับน้ำมันหอย ท่านผู้ฟังส่วนใหญ่อาจจะทราบถึงประโยชน์ของบัวเล็กๆ น้อยๆ แต่เพียงในด้านนี้เท่านั้น ซึ๋งอาจมีอีกหลายท่านที่ยังไม่รู้จักส่วนต่างๆ ของบัว รวมทั้งประโยชน์ทางด้านอื่นๆ ของบัวกันนะคะ คงจะมีน้อยคนนักที่ทราบถึงประโยชน์หรือสรรพคุณทางยาของบัวว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งวันนี้ดิฉันก็ได้มีโอกาสมานำเสนอเกี่ยวกับนานาสรรพคุณของบัว และต่อจากนี้ไปเราจะได้ทราบถึงประโยชน์ของบัวกันอย่างแท้จริงนะคะ
          บัวเป็นพืชที่นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างต่างกันตามส่วนต่างๆ เริ่มตั้งแต่ สายบัว สามารถนำมาปรุงอาหาร เช่น นำมาผัดน้ำมันหอย แกงกะทิ แกงส้ม เป็นต้น ส่วนฝักบัว นำเมล็ดอ่อนมารับประทาน ซึ่งมีรสหวานมัน เมล็ดแก่อบหรือตากแห้ง นำมาทำขนมหวานใส่น้ำแข็งใส ข้าวเหนียวเปียกเมล็ดบัว และไอศกรีม เหง้าบัวหั่นบางๆ นำมาต้มใส่น้ำตาล รับประทานในหน้าร้อน ทำให้ชุ่มคอ ช่วยบรรเทาอาการร้อนใน กระหายน้ำ และให้คุณค่าทางอาหาร คือ โปรตีนร้อยละ 2.7 ไขมันร้อยละ 0.11 น้ำตาลร้อยละ 1.97 แป้งร้อยละ 9.25 แร่ธาตุแคลเซียม และวิตามินที่สำคัญ คือ วิตามินบี 1 และ บี 2 ส่วนเมล็ดบัวมีคุณค่าทางอาหาร ได้แก่ โปรตีนร้อยละ 17.2 ไขมันร้อยละ 2.4 คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 66 นอกจากนี้ยังประกอบด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินซี ภายในเมล็ดบัวนั้นจะพบดีบัวที่มีรสขมเล็กน้อย ในดีบัวมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้งยังช่วยทำให้คลายเครียด และหลับสบาย นอกจากนี้คนสมัยโบราณยังได้นำดีบัวมาต้มหรือชงน้ำดื่มสำหรับสตรีมีครรภ์อีกด้วย ซึ่งเชื่อว่าช่วยบำรุงครรภ์ ใบบัวยังสามารถนำมาห่อของ ได้แก่ ห่อผักสดเก็บในตู้เย็น ทำเป็นข้าวห่อใบบัว ซึ่งทำให้ข้าวหอมน่ารับประทานและเป็นธรรมชาติ จากข้อมูลที่กล่าวข้างต้นจะเห็นว่าบัวมีประโยชน์มากมาย นอกจากนี้บัวยังมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคต่างๆ ได้อีกด้วย โดยเฉพาะบัวหลวง ซึ่งแต่ละส่วนของบัวสามารถนำมาทำเป็นยารักษาโรค และบรรเทาอาการต่างๆ ดังนี้
          1. รากบัว (เหง้า) มีคุณค่าทางอาหารสูง ใช้เป็นยาชูกำลัง แก้ร้อนใน ลดไข้ แก้ไอ แก้กระหายน้ำ โดยนำรากบัวมาหั่นเป็นแว่นๆ ต้มกับน้ำพอประมาณ 10-15 นาที ดื่มในขณะที่น้ำยังอุ่นอยู่ครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3-5 ครั้ง ช่วยขับปัสสาวะ และช่วยเสริมฤทธิ์ยานอนหลับด้วย
          2. เกสรบัว ในเกสรตัวผู้จะมีน้ำมันหอมระเหย มีกลิ่นหอม เป็นตัวยาในยาแผนโบราณ เช่น ยาลม ยาหอม หรือ ยานัตถุ์ มีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงประสาท แก้ลม ทำให้จิตใจชุ่มชื่น วิธีเตรียม นำเกสรผึ่งแดดให้แห้งนำมาชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว ปิดฝาทิ้งไว้ 10-15 นาที ดื่มขณะที่น้ำยังอุ่น ครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 ครั้ง
          3. เมล็ดบัว ใช้เป็นอาหารได้ทั้งเมล็ดอ่อนและเมล็ดแก่ มีสารพวกไขมัน และมีคุณค่าทางอาหารสูง เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่หายป่วยใหม่ๆ ที่ยังมีอาการอ่อนเพลีย ใช้เป็นอาหารบำรุงกำลังในหญิงตั้งครรภ์ที่มีอาการแพ้ท้อง อาเจียน อ่อนเพลีย ช่วยบำรุงร่างกาย แก้กษัย และลำไส้อักเสบ
          4. ใบบัว มีสารอัลคาลอยด์หลายชนิด ซึ่งสามารถปรุงเป็นยาได้หลายตำหรับ และมีสรรพคุณทางยาดังนี้
          - ลดความดันโลหิตสูง ใบสด หรือแห้งหั่นเป็นฝอยต้มกับน้ำพอท่วมจนเดือด 10-15 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 20 วัน แล้วตรวจวัดความดันโลหิตเป็นระยะพร้อมทั้งสังเกตอาการ ได้แก่ อาการปวดศีรษะ ปวดท้ายทอย เวียนศีรษะ มึนงง ถ้าดื่มแล้วความดันโลหิตลดลงก็ต้องหมั่นตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยเดือนละ 2-3 ครั้ง พร้อมทั้งสังเกตอาการดังกล่าว ถ้ามีอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์
          - ระงับอาการหวัด และช่วยลดเสมหะ ในสมัยโบราณได้มีการนำใบบัวมาหั่นเป็นฝอยผึ่งแดดให้แห้งทำเป็นมวนสูบบรรเทาอาการหวัดคัดจมูก
          5. ดีบัว มีสารประกอบที่เป็นสารอัลคาลอยด์หลายชนิดที่เป็นประโยชน์ที่นักวิจัยรุ่นใหม่ควรศึกษา ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ สำหรับคนที่เป็นโรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบตันเนื่องจากมีไขมันไปเกาะที่ผนังหลอดเลือด นอกจากนี้ยังสรรพคุณแก้อหิวาตกโรค แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ลดไข้ โดยชง ดีบัวในน้ำร้อน ดื่มในขณะที่ยังอุ่นอยู่ครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 ครั้ง
          สรรพคุณบัวไทยตามตำราไทย ส่วนใหญ่มักใช้บัวหลวง ซึ่งมีสรรพคุณตามรสยา ดังนี้
          ใบอ่อน รสฝาดเปรี้ยว ช่วยบำรุงร่างกาย ใบแก่ รสฝาดเปรี้ยว ช่วยแก้ไข้ บำรุงโลหิต แก้ริดสีดวง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มแรงเบ่งขณะคลอด ดอก รสฝาดหอม ช่วยบำรุงครรภ์ ทำให้คลอดบุตรง่าย แก้ไข้ บำรุงหัวใจ แก้ช้ำใน ห้ามเลือด แก้อาการผื่นคัน ดอกบัวสดนิยมนำดอกที่มีสีขาวต้มดื่มน้ำติดต่อกัน ช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลีย ช่วยให้สดชื่นขึ้น เกสร รสฝาดหอม เย็น ช่วยแก้ไข้ แก้อ่อนเพลีย แก้คลื่นไส้อาเจียน บำรุงหัวใจ ชูกำลัง แก้ลม เปลือกฝัก รสฝาดหอม ช่วยแก้ท้องเสีย ช่วยสมานแผล เมล็ด รสหวานมัน รับประทานบำรุงกำลัง บำรุงครรภ์ บำรุงไขข้อ เส้นเอ็น แก้อ่อนเพลียโดยเฉพาะคนที่ฟื้นไข้ ก้านดอก นำมาตากแห้ง ใช้สูบ แก้ริดสีดวง ก้านใบ มีฤทธิ์ช่วยห้ามเลือด หรือทำให้เลือดหยุด ราก ช่วยบำรุงกำลังในด้านการแพทย์แผนไทย รากต้มเป็นน้ำกระสาย ดื่มแก้ร้อนใน แก้อาการอ่อนเพลีย เหง้า รสหวานเย็นมัน บำรุงกำลัง แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไอ ขับเสมหะ บัวทั้งต้น ใช้แก้พิษจากการรับประทานเห็ดพิษ และอาการพิษจากพิษสุราเรื้อรัง โดยใช้ทั้งต้นประมาณ 10-15 กรัม นำไปต้มรับประทาน
          เมื่อท่านผู้ฟังได้รับทราบประโยชน์ของบัวแล้ว เราก็ควรจะหันมารับประทานบัวเป็นอาหารอย่างมั่นใจหรือช่วยกันปลูกบัวให้มากขึ้นนะคะ แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าบัวจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพเรามากถึงเพียงนี้ หากเรายังไม่รู้จักบัวและไม่ทราบว่าแต่ละส่วนของบัวมีประโยชน์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เราคงมองข้ามไปและคิดว่าบัวเป็นแค่ดอกไม้ชนิดหนึ่งที่มีแต่ความสวยงาม ไม่มีประโยชน์อะไรมากมาย แต่เมื่อเราได้ศึกษาถึงคุณสมบัติต่างๆ และสรรพคุณทางยาที่มีอยู่ในบัวแล้ว เราต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เพราะบัวนั้นจัดได้ว่าเป็นสมุนไพรชั้นดีเลยทีเดียว ถ้าในอนาคตมีการนำสารสกัดจากบัวมาเป็นส่วนผสมของอาหารเสริม หรือยาปฏิชีวนะในรูปแคปซูล ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับทุกคน เพราะรับประทานได้ง่ายและสะดวก เมื่อเห็นถึงประโยชน์เช่นนี้แล้ว เราก็ควรจะปลูกและขยายพันธุ์บัวให้มากๆ เพื่อบัวจะได้อยู่คู่สังคมไทยไปนานๆ และประเทศไทยจะได้มีพืชสมุนไพรชั้นดีไว้รักษาโรคตลอดไป เพื่อประชาชนชาวไทยจะได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บกันทุกคนค่ะ สวัสดีค่ะ

หนังสืออ้างอิง
ภัทราพร ตั้งสุขฤทัย. 2549. มหัศจรรย์แห่งบัว. วารสารหมออนามัย ปีที่ 15 ฉบับที่ 5 มีนาคม-เมษายน. หน้า 66-70.
ลัดดาวัลย์ บุญรัตนกรกิจ. 2541. สมุนไพรน่าใช้ เล่ม 1. กรุงเทพฯ: พิมพ์ดี.
วันดี กฤษณพันธ์. 2541. สมุนไพรน่ารู้. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
วิพุธโยคะ รัตนรังษี สุวัตร์ ตั้งเจริญ และปริญญา อุทิศชลานนท์. 2541. เพชรน้ำเอก: กรุยอดตำรับยาสมุนไพร. กรุงเทพฯ: สุวีริยาศาสน์.

  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.03 seconds. Snitz Forums 2000