สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการสุขภาพดี-ชีวีมีสุข
 การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติ
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

4612 Posts

Posted - 28 Apr 2009 :  14:28:57  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2552

การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติ
ผศ. ตติรัตน์ สุวรรณสุจริต


          สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟังพบกันในรายการ “สุขภาพดีชีวีมีสุข” เวลานี้เหมือนเดิมนะคะ และสำหรับวันนี้เรามีเรื่องราวดี ๆ สำหรับผู้หญิงในเรื่องการคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติมาฝากค่ะ
          การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติ (Natural family planning) เป็นการคุมกำเนิดที่ได้รับการยอมในทุกศาสนาและทุกสังคม แต่จะมีปัญหาในเรื่องประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดที่ไม่แน่นอนและทำได้ยาก วิธีการคุมกำเนิดวิธีนี้ทำโดยงดมีเพศสัมพันธ์ หรืองดร่วมเพศ หรือให้หลั่งน้ำอสุจิออกมาภายนอกช่องคลอดในช่วงเวลาที่อาจทำให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ คือ ช่วงเวลาที่มีการตกไข่ การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติ มีดังนี้
          1. การหลั่งน้ำอสุจิออกมาภายนอกช่องคลอด โดยไม่ให้สัมผัสกับอวัยวะสืบพันธุ์ (Coitus interruptus) ของผู้หญิง เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดต่ำ เนื่องจากน้ำที่ออกมาในขณะมีเพศสัมพันธ์อาจมีอสุจิปนออกมาด้วย หรือบางครั้งผู้ชายอาจไม่สามารถควบคุมการหลั่งน้ำอสุจิได้
          2. การงดมีเพศสัมพันธ์ในช่วงเวลาที่มีการตกไข่ หรือช่วงเวลาที่อาจทำให้เกิดการตั้งครรภ์ การคุมกำเนิดวิธีนี้จะต้องทราบวิธีการหาวันที่มีการตกไข่ในรอบประจำเดือน ซึ่งสามารถหาช่วงเวลาที่ไข่ตกได้ ดังนี้
          2.1 การนับวันตามปฏิทิน (Calendar method) วิธีนี้ผู้หญิงจะต้องบันทึกประวัติประจำเดือนของตัวเองเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อนำไปใช้ในการคำนวณหาช่วงเวลาที่มีการตกไข่ คือ
          วันแรกของรอบประจำเดือนที่อาจตั้งครรภ์ได้ = รอบประจำเดือนที่สั้นที่สุด - 18
          วันสุดท้ายของรอบประจำเดือนที่อาจตั้งครรภ์ได้ = รอบประจำเดือนที่ยาวที่สุด - 11
          ตัวอย่าง รอบปีที่ผ่านมามีประจำเดือนรอบที่สั้นที่สุด คือ 28 วัน และรอบประจำเดือนที่ยาวที่สุด คือ 34 วัน ดังนั้น
          วันแรกของรอบประจำเดือนที่อาจตั้งครรภ์ได้ คือ 28 - 18 = 10
          วันสุดท้ายของรอบประจำเดือนที่อาจตั้งครรภ์ได้ คือ 34 - 11 = 23
          ดังนั้นช่วงเวลาที่ควรงดมีเพศสัมพันธ์ คือ วันที่ 10-23 ของรอบประจำเดือน
          2.2 การวัดอุณหภูมิกายพื้นฐาน (Basal body temperature method) เป็นการหาช่วงเวลาที่มีการตกไข่โดยดูจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิกายพื้นฐาน ซึ่งทำโดยใช้ปรอทวัดอุณหภูมิในช่วงเช้าก่อนลุกจากที่นอน หรือหลังจากนอนพักติดต่อกัน 6-8 ชั่วโมงของทุกวัน และจดบันทึกลงกราฟ จะพบว่า อุณหภูมิจะลดต่ำลงประมาณ 0.5 องศาเซลเซียสในวันที่ไข่ตก และสูงขึ้นประมาณ 0.3-0.6 องศาเซลเซียสในช่วงหลังไข่ตก ดังนั้นวิธีนี้จะช่วยบอกวันสุดท้ายที่ควรงดมีเพศสัมพันธ์ คือ วันที่ 3 นับตั้งแต่อุณหภูมิกายเริ่มสูงขึ้น แต่วิธีนี้ไม่สามารถบอกวันแรกที่ควรงดมีเพศสัมพันธ์ได้ จึงควรใช้วิธีนี้ร่วมกับการหาวันที่มีการตกไข่วิธีอื่น เช่น การนับวันตามปฏิทิน การสังเกตมูกที่ปากมดลูก เป็นต้น
          2.3 การสังเกตมูกที่ปากมดลูก (Cervical mucus method) เพื่อหาช่วงเวลาที่ไข่ตก โดยมูกบริเวณปากมดลูกจะมีการเปลี่ยนแปลงตามระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในระยะที่ประจำเดือนหมดใหม่ ๆ มูกบริเวณปากมดลูกจะมีลักษณะขุ่นและหนืดเล็กน้อย ต่อมามูกจะใสและลื่นขึ้นตามระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เพิ่มขึ้น เมื่อใกล้ช่วงเวลาที่ไข่ตก มูกบริเวณปากมดลูกจะเพิ่มขึ้นและมีลักษณะใสคล้ายไข่ดิบ ยืดได้ยาว และภายในช่องคลอดจะมีฤทธิ์เป็นด่าง ทำให้อสุจิสามารถผ่านได้ดี ต่อจากนั้นเมื่อไข่ตกแล้ว มูกบริเวณปากมดลูกจะขุ่นข้นขึ้น ยืดได้น้อย และมีปริมาณลดลง รวมทั้งภายในช่องคลอดจะมีฤทธิ์เป็นกรด ทำให้อสุจิสามารถผ่านเข้าไปในโพรงมดลูกได้ไม่ดี ดังนั้นการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ จะต้องงดมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มูกบริเวณปากมดลูกมีลักษณะใสคล้ายไข่ดิบ
          2.4 การใช้ฮอร์โมนกำหนดวันตกไข่ (Groden method) วิธีการกำหนดวันตกไข่วิธีนี้ทำโดยให้ผู้หญิงรับประทานฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนในวันที่ 15-25 ของรอบประจำเดือน เพื่อกำหนดรอบของประจำเดือนให้สม่ำเสมอ และงดมีเพศสัมพันธ์ในระหว่างวันที่ 11-18 ของรอบประจำเดือน การคุมกำเนิดวิธีนี้ไม่เป็นที่นิยมใช้ เนื่องจากต้องรับประทานฮอร์โมนและงดมีเพศสัมพันธ์ด้วย
          การคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติเป็นวิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ไม่แน่นอนและมีความยุ่งยากในการปฏิบัติ จึงไม่เป็นที่นิยมใช้ในคู่สมรสโดยทั่วไป แต่การคุมกำเนิดวิธีนี้เป็นที่ยอมในทุกศาสนา ทุกสังคม และเป็นวิธีการที่ปลอดภัยจากอาการข้างเคียงของฮอร์โมนที่ผู้หญิงจะได้รับอีกด้วย สวัสดีค่ะ

บรรณานุกรม
ตติรัตน์ สุวรรณสุจริต และวิไลพรรณ สวัสดิ์พาณิชย์. (2548). การดูแลสุขภาพมารดา ทารกแรกเกิดปกติ และครอบครัว. ชลบุรี: ศรีศิลปการพิมพ์.
สายฝน ชวาลไพบูลย์. (2542). การคุมกำเนิด. ใน สมบูรย์ คุณาธิคม สุวนิตย์ ธีระศักดิ์วิชยา และภาคภูมิ
โพธิ์พงษ์. (บรรณาธิการ), นรีเวชวิทยา. (หน้า 397-414). กรุงเทพฯ: บริษัท พี. เอ. ลีฟวิ่ง จำกัด.

  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000