สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 หิ่งห้อย-แมลงเรืองแสง
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

4491 Posts

Posted - 08 Sep 2009 :  11:24:01  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2552

หิ่งห้อย-แมลงเรืองแสง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นงนุช ตั้งเกริกโอฬาร
ภาควิชาวาริชศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

          เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “หิ่งห้อย” หลายท่านคงรู้จักเป็นอย่างดีว่าหมายถึงแมลงชนิดหนึ่งที่สามารถเปล่งแสงได้ โดยเฉพาะในยามค่ำคืน ตามชนบทหรือชานเมืองที่ค่อนข้างมืดและไร้แสงสว่างจากหลอดไฟฟ้านั้น เราอาจพบเห็นแสงไฟดวงเล็กๆ จำนวนมาก ลอยกระพริบอยู่ตามทุ่งนาหรือพุ่มไม้ทั่วไป แสงไฟดังกล่าวนั้นก็คือ แสงจากหิ่งห้อยนั่นเอง ในสมัยโบราณ แสงจากหิ่งห้อยสามารถใช้แทนแสงสว่างจากตะเกียงได้ ชาวจีนและชาวบราซิลที่ยากจนในสมัยนั้น มักจับหิ่งห้อยใส่ในขวดแก้ว เพื่อใช้เป็นตะเกียง พบว่าหิ่งห้อยที่โตเต็มที่ประมาณ 6 ตัวสามารถให้แสงสว่างที่เพียงพอ เหมาะสำหรับการอ่านหนังสือ ในเวลากลางคืนได้ ชาวญี่ปุ่นในสมัยก่อนก็นิยมใช้ตะเกียงหิ่งห้อยเช่นเดียวกัน
          หิ่งห้อยหรือทิ้งถ่วงหรือ "หญิงฮอย" (ในสำเนียงถิ่นใต้) มีชื่อทั่วไปเป็นภาษาอังกฤษว่า ไฟร์ฟลาย (firefly) หรือไลเทนนิ่งบัค (lightening bug) เป็นแมลงจำพวกด้วงปีกแข็งขนาดเล็ก ในอันดับโคลีออบเทอรา (Coleoptera) และจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับพวกแมลงเต่าทอง ในวงศ์แลมไพริดี้ (Lampyridae) ซึ่งเป็นคำในภาษากรีก แปลว่า สว่าง จากการศึกษาของนักชีววิทยา พบว่า โลกนี้มีหิ่งห้อยประมาณ 2,000 ชนิด พบทั่วไปในเขตอบอุ่นและเขตร้อนชื้น โดยอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ หรือตามพื้นที่ชุ่มชื้นใกล้หนองน้ำ หรือลำธารที่มีน้ำใสสะอาด ตลอดจนบริเวณรอบชายฝั่งทะเลที่เป็นป่าโกงกางหรือป่าชายเลน ที่มีแหล่งอาหารสมบูรณ์ของตัวอ่อนที่ดำรงชีวิตในรูปแบบของตัวหนอน ซึ่งบางชนิดสามารถเรืองแสงได้เช่นเดียวกับตัวเต็มวัย ตัวอ่อนที่อยู่ในระยะตัวหนอนของหิ่งห้อยที่สามารถเรืองแสงจึงมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าโกลวเวิร์ม (glowworm)
          โดยทั่วไปหิ่งห้อยมีสีออกน้ำตาล มีลำตัวยาวตั้งแต่ 5-25 มิลลิเมตร ลักษณะรูปทรงกระบอก แบ่งเป็นปล้อง ปล้องหัวเป็นรูปวงรี มีเปลือกแข็งครอบไว้ มีตาโตสีดำอยู่ทางด้านล่าง และมีหนวด 2 ข้างสีดำ ปล้องอกมีลักษณะนูนแข็ง มีขาเดิน 3 คู่ ปล้องท้องมี 6 ปล้อง สามปล้องแรกมีสีดำ อีก 2 ปล้องถัดมามีสีออกขาว เป็นปล้องที่สามารถเปล่งแสงได้ ส่วนปล้องสุดท้ายจะมีขนาดเล็กสุดและมีสีออกเหลือง ขาของหิ่งห้อยมีลักษณะเป็นปล้อง มี 6 ขา ปลายขาเดินมีขนแข็งสั้นๆ สามารถใช้ยึดเกาะต้นไม้และใบไม้ได้อย่างเหนียวแน่น ปีกของหิ่งห้อยมี 2 ชั้น ชั้นบนเป็น ปีกแข็ง ส่วนชั้นในหรือชั้นล่างเป็นปีกบางซึ่งมีลักษณะที่บางกว่าปีกของแมลงปีกแข็งชนิดอื่นๆ
          หิ่งห้อยแต่ละชนิดมีแหล่งที่อยู่อาศัยแตกต่างกัน แต่ที่คล้ายกันคือ ทุกชนิดต้องอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำที่เป็นน้ำนิ่ง ในเวลากลางวันหิ่งห้อยในระยะตัวเต็มวัย มักหลบซ่อนตัวอยู่ตามพงหญ้าหรือวัชพืชในที่ชื้อแฉะ หรือหลบตามกาบไม้ซอกไม้ต่างๆ กินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ หรือกินน้ำหรือน้ำค้างที่เกาะอยู่ตามใบไม้ ในเวลากลางคืนจึงบินออกมาจับคู่ผสมพันธุ์ ส่วนใหญ่หิ่งห้อยมักเกาะอยู่ตามต้นลำพู และต้นลำแพนโพทะเล ต้นฝาก ต้นแสม ต้นสาคู และต้นเหงือกปลาหมอ ชาวบ้านมักจะเรียกต้นไม้ที่มีหิ่งห้อยเกาะว่า "โกงกางหิ่งห้อย '' หิ่งห้อยมีการเจริญเติบโตแบบสมบูรณ์ (complete metamorphosis) คือมีระยะไข่ ระยะหนอน ระยะดักแด้ และระยะตัวเต็มวัย โดยเพศเมียจะวางไข่เป็นกลุ่มใต้ใบพืชน้ำ เช่น ใบจอก หรือวางไข่เป็นฟองเดี่ยวๆ ตามพื้นดินที่ชุ่มชื้น แล้วแต่ชนิดของหิ่งห้อย เมื่อไข่ฟักออกเป็นตัวหนอน มีการลอกคราบ 4-5 ครั้ง จึ่งเข้าดักแด้ แล้วลอกคราบออกเป็นตัวเต็มวัย วงจรชีวิตของหิ่งห้อยใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 3-12 เดือน แล้วแต่ชนิดของหิ่งห้อย ตัวอ่อนของหิ่งห้อยเป็นหนอนที่เป็นตัวห้ำ มักดำเนินชีวิตเป็นผู้ล่าเหยื่อ โดยกินไส้เดือนดิน หอย และทากเป็นอาหาร หอยที่เป็นอาหารหิ่งห้อยมีหลายชนิดที่เป็นพาหะของพยาธิต่างๆ เช่น พยาธิใบไม้ในเลือดหรือพยาธิใบไม้ในตับของคนและสัตว์ สำหรับหิ่งห้อยที่เราเห็นบินวอนตามพุ่มไม้ส่วนใหญ่มักเป็นเพศผู้มีปีก ส่วนหิ่งห้อยเพศเมียนั้น มีทั้งมีปีกและไม่มีปีก บางชนิดมีปีกสั้นมาก ชนิดที่ไม่มีปีกรูปร่างลักษณะคล้ายตัวหนอนแต่ต่างจากตัวหนอนหิ่งห้อยคือ มีตาประกอบและชอบเกาะนิ่งตามกิ่งไม้ จากการที่หิ่งห้อย ชอบอาศัยตามแหล่งน้ำที่สะอาด ตัวอ่อนของหิ่งห้อยที่เป็นตัวหนอนอาศัย อยู่ในน้ำ จึงสามารถใช้เป็นดัชนีที่บงบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ หรือ เสื่อมโทรมของระบบนิเวศในแหล่งน้ำนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี
          หิ่งห้อยมีอวัยวะทำแสงอยู่บริเวณปล้องท้องทางด้านล่างที่เรียกว่าปล้องแสง แสงของหิ่งห้อยเกิดจากกระบวนการทางเคมี โดยในปล้องแสงของหิ่งห้อยมีเซลล์พิเศษชนิดหนึ่งชื่อ โฟโตไซด์ (photocyte) ภายในมีสารโปรตีนชื่อ ลูซิเฟอริน (luciferin) เมื่อทำปฏิกิริยากับออกซิเจน โดยมีสารหรือเอนไซม์ลูซิเฟอเรส (Luciferase) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา และมีสารอดีโนซีนไตรฟอสเฟต (Adenosine Triphosphate,ATP) เป็นตัวให้พลังงาน จะทำให้เกิดการปลดปล่อยแสง และมีเซลล์ประสาทออกโตปามีน (octopamine) ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะกะพริบแสง ซึ่งความถี่ของแสงที่กระพริบจะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของไนตริกออกไซด์ (nitric oxide) ที่อยู่ภายในร่างกายของหิ่งห้อย แสงของหิ่งห้อยมีสีเขียวเหลือง มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 510-670 นาโนเมตร ซึ่งเป็นช่วงระดับแสงที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ และมีลักษณะเป็นแสงเย็น มีพลังงานความร้อนเกิดขึ้นเพียง 10% จึงต่างจากหลอดไฟทั่วไปที่ปล่อยพลังงานความร้อนออกมาถึง 95% จึงได้มีผู้ที่พยายามศึกษาปฏิกิริยาการสร้างแสงของหิ่งห้อย เพื่อออกแบบการผลิตแสง ที่ไม่สิ้นเปลืองขึ้นมาใช้ในอนาคต
          หิ่งห้อยกระพริบแสงทั้งช่วงเวลากลางวันและช่วงเวลากลางคืน และสามารถกระพริบแสงได้ทั้งตัวผู้และตัวเมีย การกระพริบแสงของหิ่งห้อยมีอยู่ 2 แบบ คือ กระพริบแสงพร้อมกันและไม่พร้อมกัน นักชีววิทยาพบว่า เวลาหิ่งห้อยบินโดดเดี่ยว หิ่งห้อยแต่ละตัวจะมีจังหวะการกะพริบแสงที่แตกต่างกัน แต่พอมันบินเข้าใกล้กัน หิ่งห้อยทุกตัวจะปรับจังหวะการกะพริบแสงจนทุกตัวกะพริบแสงด้วยความถี่เดียวกัน จังหวะการกระพริบแสงของหิ่งห้อยยังสามารถบอกถึงความแตกต่างของหิ่งห้อยแต่ละชนิดได้ โดยพบว่า หิ่งห้อยต่างชนิดกัน จะมีวิธีส่งแสงสื่อสารที่ไม่เหมือนกัน เช่น กะพริบแสงเร็วช้าต่างกัน นอกจากนี้แสงที่เปล่งออกมาก็อาจเปลี่ยนสีได้ สำหรับจุดประสงค์ของการกระพริบแสงคือ เพื่อสืบพันธุ์ และหลอกล่อเหยื่อ โดยหิ่งห้อยใช้แสงกะพริบในการสื่อสารกับเพศตรงกันข้าม เพื่อบอกความพร้อมในการสืบพันธุ์และตำแหน่งที่ที่มันอยู่ โดยตัวผู้จะกะพริบแสงก่อน หากตัวเมียเห็นแสง เห็นลีลาการกะพริบ หรือเห็นความถี่ในการส่งสัญญาณ และมันพอใจ มันก็จะส่งสัญญาณตอบเพื่อให้ตัวผู้รู้และสามารถบินไปหามันได้ถูก หิ่งห้อยตัวเมียบางชนิดชอบกินหิ่งห้อยด้วยกันเอง โดยในขั้นตอนการล่อจับเหยื่อนั้น มันจะส่งแสงสัญญาณล่อให้ตัวผู้บินเข้ามาหา โดยการปรับความถี่และความเข้มแสงให้ตัวผู้คิดว่า มันสนใจตัวผู้ตัวนั้นๆ แต่เมื่อตัวผู้เข้ามาก็จะถูกหิ่งห้อยตัวเมียดังกล่าวจับกินเป็นอาหารทันที
          หิ่งห้อยมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของหิ่งห้อย อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันได้มีความพยายามในการอนุรักษ์แหล่งที่อยู่อาศัยของหิ่งห้อย ทำให้เราสามารถหาชมความงามที่เกิดจากแสงของหิ่งห้อย ซึ่งสถานที่ชมหิ่งห้อยที่มีชื่อเสียงได้แก่ ริมคลองตลาดน้ำอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และตามปกติเวลาเห็นหิ่งห้อย ชาวบ้านมักรู้ว่านั่นคือ สัญญาณบอกการมาเยือนของหน้าร้อน และเวลาที่ดีที่สุดในการดูหิ่งห้อยคือ ยามโพล้เพล้หลังพระอาทิตย์ตกเล็กน้อย และถ้าเป็นคืนข้างแรม แสงหิ่งห้อยจะสุกใสที่สุด

บรรณานุกรม
วันดี สันติวุฒิเมธี. (2541). “หิ่งห้อย” สารคดี. พ.ย. (165), 58-76.
วีระ เทพกรณ์ (2551) “หิ่งห้อย : แมลงมหัศจรรย์ที่ไม่ธรรมดา” บริษัทไทยร่มเกล้าจำกัด, นนทบุรี, 40 หน้า

  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.03 seconds. Snitz Forums 2000