สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 ปูขน
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

6150 Posts

Posted - 19 May 2010 :  14:49:28  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2553

ปูขน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นงนุช ตั้งเกริกโอฬาร
ภาควิชาวาริชศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยบูรพา

          “ปูขน” จัดอยู่ในครอบครัวแกรพสิดีย์ (Grapsidae) เช่นเดียวกับปูแป้นและปูจาก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า อิริโอเฉีย ไซเน็นซิส (Eriocheir sinensis) คำว่า อิริโอเฉีย (Eriocheir) เป็นภาษาลาตินแปลว่า “ก้ามมีขน” ส่วนคำว่า ไซเน็นซิส (sinensis) มีความหมายว่า “มาจากประเทศจีน” ดังนั้น อิริโอเฉีย ไซเน็นซิส จึงหมายถึง “ปูซึ่งมีขนที่ก้ามแห่งประเทศจีน” ชาวจีนเรียกปูชนิดนี้ว่า “ม่อหอย” ชื่อสามัญภาษาอังกฤษของปูขนคือ ไชนีส มิทเทิล แครบ (Chinese mitten crab) หรือ แฮรี่ แครบ (Hairy crab) สำหรับเมืองไทยเรานิยมเรียกสั้นๆ ว่า ปูขน หรือปูก้ามขน หรือปูเซี่ยงไฮ้ จัดเป็นปู 2 น้ำ คือ อาศัยอยู่ในทะเลสาบที่มีน้ำสะอาดและเย็นจัด พอช่วงฤดูร้อนจะอพยพไปผสมพันธุ์และวางไข่ในทะเล ที่เรียกว่าปูขน เนื่องจาก บริเณขาเดินและก้ามหนีบมีขนขึ้นเต็มไปหมด ปูขนที่สมบูรณ์จะมีขนเป็นประกายสีเหลืองทองอ่อน ซึ่งในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลกินปูขนนั้น ปูขนจะมีความอุดมสมบูรณ์มาก
          ปูขนมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พบอาศัยอยู่ตามทะเลสาบในประเทศจีน เจริญเติบโตอยู่ในสภาพอากาศหนาว และน้ำที่เย็นจัด อุณหภูมิของน้ำต่ำกว่า ๑๐ องศาเชลเชียส บริเวณที่พบมากและเป็นที่รู้จักกันดีคือ ทะเลสาบหยางเถิงมณฑลเวียงซู นอกจากนี้ยังพบในประเทศไต้หวัน และบางส่วนของเกาหลีไปจนถึงทะเลเหลือง ปัจจุบันปูชนิดนี้ได้แพร่กระจายไปถึงประเทศฟินแลนด์ สวีเดน เดนมาร์ก ฮอลแลนด์ เบลเยียม เยอรมัน และบางส่วนของประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษ ส่วนอีกชนิดหนึ่งที่รู้จักกันดีก็คือ อิริโอเฉีย จาโปนิคัส (Eriochier japonicus) ซึ่งมีถิ่นอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่เกาะฮอกไกโดไปจนถึงเกาะกิวชิว โอกินาวา หมู่เกาะซาคาลิน และครอบคลุมไปถึงแผ่นดินใหญ่ของจีน เกาหลี ไต้หวัน ตลอดจนฮ่องกงเช่นเดียวกับปูขน อิริโอเฉีย ไซเน็นซิส ของประเทศจีน ปูขน อิริโอเฉีย จาโปนิคัส นี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับปูขนอิริโอเฉีย ไซเน็นซิสมาก จนบางครั้งอาจเข้าใจผิดว่าเป็นชนิดเดียวกันก็ได้
          ปูขนมีกระดองรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง 7-8 เซนติเมตร สีน้ำตาลปนเหลืองจนถึงน้ำตาลเข้ม มีขนเป็นกระจุกบนขาทุกขาซึ่งถือเป็นลักษณะเด่น ขาเดินคู่แรกเป็นก้ามหนีบ ขาเดินที่เหลืออีก 4 คู่ มีลักษณะเรียวยาว ไม่เป็นใบพาย กระดองส่วนหน้าไม่เรียบ มีตุ่มทู่ๆ เรียงกัน 2 แถว แถวแรกมี 2 ตุ่ม แถวถัดมามี 3 ตุ่ม ทั้งสองแถวเรียงขนานกับริมขอบเบ้าตาด้านใน ลักษณะเด่นที่สังเกตเห็นได้ชัดคือ ขอบด้านข้างของกระดองมีหนามแหลม 4 อัน ที่ก้ามมีขนสีน้ำตาลเข้มลักษณะเป็นกระจุกคล้ายสาหร่ายหางไก่ ห่อหุ้มหนา โดยเฉพาะบริเวณขอบด้านนอกของก้ามหนีบ
          ปูขนถือเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหารจีน สาเหตุที่ชาวจีนนิยมรับประทานปูชนิดนี้ก็เนื่องมาจากการที่ปูขนจะมีขายในตลาดให้ซื้อหามารับประทานกันได้ในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น (ประมาณเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม) ทำให้ชาวจีนเชื่อว่า ปูชนิดนี้จะต้องแข็งแรงมาก จึงสามารถเจริญเติบโตผ่านฤดูหนาวอันหนาวเหน็บมาได้ ฉะนั้นผู้ที่ได้กินเนื้อปูชนิดนี้แล้วจะทำให้แข็งแรงเหมือนปู ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้ร่างกายอบอุ่น แก้โรคคออักเสบ รักษาอาการทางเดินอาหารไม่ปรกติ รวมทั้งมีผลในการถอนพิษด้วย และความคิดอันนี้ได้สืบทอดต่อกันมาจนกลายเป็นความเชื่อของชาวจีนไปในที่สุด
          สำหรับเมืองไทยนั้น คนไทยรู้จักปูขนมานานมากกว่า 30 ปีแล้ว บรรดาเศรษฐีทั้งหลายรู้จักปูขนกันดี เมื่อก่อนพอถึงฤดูหนาวทีก็ต้องบินกันไปฮ่องกงเพื่อซื้อปูขนใส่กระติกน้ำแข็งหิ้วกลับมาเมืองไทย แต่เดี๋ยวนี้คนไทยทั่วไปก็สามารถหาปูขนรับประทานกันได้แล้ว โดยมีร้านอาหารหรือภัตตาคารบางแห่งสั่งปูขนเข้ามาทำเป็นอาหารเมนูจานเด็ดขาย และได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมาก แต่เศรษฐีเมืองไทยก็ยังนิยมบินไปกินปูขนที่ฮ่องกงทุกฤดูหนาว ปูขนที่ขายในฮ่องกงนั้นนำมาจากจีนแผ่นดินใหญ่แถบเมืองเซี่ยงไฮ้อีกทีหนึ่ง ว่ากันว่าชาวจีนเมืองเซี่ยงไฮ้มีศิลปะในการกินปูขน เมื่อกินเนื้อปูหมดแล้วสามารถนำกระดอง ก้าม และขามาจัดเรียงประกอบเข้าเป็นรูปตัวปูได้เหมือนเดิม สำหรับราคาปูที่ขายนั้น ถ้า เป็นปูคัดตัวใหญ่ประมาณ 3 ขีดกว่า ราคาตัวละประมาณ 900 บาท ส่วน ขนาดย่อมลงมาหน่อยตัวละ 450 บาท และขนาดเล็กราคาตัวละ 250 บาท วิธีกินปูขนนี้ก็แสนจะธรรมดาไม่ต้องไปทำอย่างอื่นให้เสียรสชาติ เพียงแค่นำไปนึ่ง 15 นาทีให้สุกเท่านั้น ถ้าให้ดีควรใช้ใบหม่อนตากแห้งจากเมืองจีนใส่ลงไปนึ่งด้วย เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่จะช่วยสลายพิษสำหรับคนที่แพ้ปู หากกินที่ภัตตาคารนั้น ทางร้านจะมีเด็กคอยแกะเปลือก เลาะก้ามออกให้กินง่ายขึ้น เมื่อเปิดกระดองออกมาจะเห็นมันปูสีเหลืองอร่ามแทรกอยู่เต็มอกและกระดองปู ลองลิ้มดูจะรู้สึกถึงความมันหอมกว่าปูชนิดอื่นๆ ส่วนเนื้อนั้นทั้งแน่นทั้งหวาน ตามสูตรให้จิ้มกับ “จิ๊กโฉว”หรือซอสเปรี้ยวที่สั่งมาจากเซี่ยงไฮ้ผสมกับขิงสับละเอียด กลิ่นคล้ายๆ กินเหล้าจีนต้มขิง และเมื่อกินปูขนเสร็จ ต้องดับเย็นด้วยน้ำขิงร้อนๆ หรือเหล้าจีน เนื่องจากปูขนเป็นอาหารให้ฤทธิ์เย็น อย่างไรก็ตามมีข้อเตือนใจสำหรับเศรษฐีนักเปิบว่า นักพยาธิวิทยาได้ศึกษาพบว่า ปูขนเป็นพาหะนำโรคพยาธิใบไม้ในปอด ดังนั้นจึงควรบริโภคเฉพาะปูขนที่สุกแล้วเท่านั้น ห้ามบริโภคแบบสุกๆ ดิบๆ เด็ดขาด

เอกสารอ้างอิง
Gollasch, S. (2006) Ecology of Eriocheir sinensis "http://www.issg.org/database/species/ecology.
Elizabeth Williamson & David A. Fahrenthold (2006) "Discovery of second invasive mitten crab raises worries". http://www.washingtonpost.com/wpdyn/content/article/2006/08/07/AR2006080701309.html.

  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.06 seconds. Snitz Forums 2000