สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการสุขภาพดี-ชีวีมีสุข
 ตาขี้เกียจได้ไหม ???
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

6420 Posts

Posted - 04 Sep 2012 :  17:30:38  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2555

ตาขี้เกียจได้ไหม ???
ผศ. ดร.นฤมล ธีระรังสิกุล

กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง

          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังรายการ “สุขภาพดีชีวีมีสุข” วันนี้คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพาขอเสนอความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ในตอนที่มีชื่อว่า ตาขี้เกียจได้ไหม หลายท่านคงจะสงสัยว่าตาขี้เกียจเป็นอย่างไร ทำไมขี้เกียจได้ จะเหมือนที่เราขี้เกียจอ่านหนังสือหรือทำงานหรือไม่ ???? วันนี้เราจะได้รับฟังกันนะคะ
          ตาขี้เกียจหรือสายตาขี้เกียจ ภาษาอังกฤษเรียกว่า เลซี อาย (lazy eye) เป็นโรคอย่างหนึ่งซึ่งมีชื่อทางการแพทย์ว่า แอมบลิโอเฟีย (Amblyopia) เป็นภาวะที่ความคมชัดของสายตาเมื่อมองวัตถุลดลงเนื่องจากการพัฒนาด้านสายตาในวัยแรกเกิดถึงวัยเด็กตอนต้น อายุราว 6 ปี ยังไม่สมบูรณ์ ส่วนใหญ่มักพบสายตาขี้เกียจเพียงข้างเดียว ถ้าปล่อยไว้และไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นของสายตาข้างนั้นได้ จากรายงานของสถาบันตาแห่งชาติ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2549 ว่าสาเหตุที่พบบ่อยในเด็กและวัยรุ่นที่ตาบอดข้างเดียว คือ เป็นโรคตาขี้เกียจ และประเทศในแถบตะวันตกพบภาวะตาขี้เกียจร้อยละ 2-5 โดยประเทศสหรัฐอเมริกาพบร้อยละ 1-4 ประเทศแคนาดาพบร้อยละ 4.7 ส่วนประเทศไทยพบร้อยละ 2 ของประชากร หรือราวหนึ่งล้านสองแสนคน ดังได้กล่าวแล้วว่าภาวะตาขี้เกียจมักเป็นเพียงตาข้างเดียว ตาอีกข้างมองเห็นได้ดีจึงทำให้การมองเห็นปกติ และสามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ โดยไม่ทราบว่ามีปัญหา แต่ถ้าได้มีการตรวจสายตาหรือทดลองปิดตาข้างหนึ่งแล้วจะพบว่ามองเห็นวัตถุไม่ชัดเจน มัว ๆ เบลอ ๆ
          ตาขี้เกียจเกิดจากอะไร โดยปกติทารกแรกเกิดการมองเห็นยังไม่ดี ศูนย์การมองเห็นในสมองยังเจริญไม่เต็มที่ทำให้การแปลสัญญาณการรับภาพจากตายังไม่ดี เมื่อทารกอายุ 3-4 เดือนหลังคลอด สมองส่วนรับภาพจะมีการพัฒนาเต็มที่ทำให้ความคมชัดของสายตาดีขึ้น จนกระทั่งถึงอายุ 6 ปี จึงจะเจริญอย่างสมบูรณ์ เมื่อเด็กใช้ตาทั้งสองข้างในการมองภาพในอัตราที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกัน ตาทั้งสองข้างจึงจะเจริญได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าตาข้างหนึ่งใช้น้อยอาจจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ก็จะทำให้ตาข้างนั้นเจริญไม่เต็มที่และมองไม่ชัดเท่ากับอีกข้าง
          สาเหตุ ที่ทำให้ตาขี้เกียจเกิดได้หลายสาเหตุด้วยกัน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
          1. กลุ่มความบกพร่องของอวัยวะรับภาพ และการแปลผลภาพ กลุ่มนี้พบได้น้อย และการรักษาทำได้ยากหรือรักษาไม่ได้ เช่น โรคเส้นประสาทตาฝ่อ และการเสียหายของสมองส่วนที่แปลภาพจากการขาดออกซิเจน เป็นต้น
          2. กลุ่มการบดบังภาพที่เข้าสู่จอประสาทตา กลุ่มนี้พบได้บ่อย และสามารถรักษาได้ คือ
          - กลุ่มแรกได้แก่ ตาเข หรือตาเหล่ พบบ่อยที่สุดและมักเป็นชนิดตาเหล่เข้าตั้งแต่แรกเกิด หรือ 6 เดือน ถ้ามีตาเขหรือตาเหล่น้อย เด็กอาจจะสามารถใช้กำลังกล้ามเนื้อในการปรับตาให้ตรง และใช้ตาสองข้างในการมองเท่า ๆ กันได้ แต่ถ้าตาเขหรือตาเหล่เข้ามาก ๆ เด็กจะเห็นภาพซ้อนทำให้รบกวนการดำเนินชีวิต สมองจึงปรับตัวด้วยการยกเลิกการรับภาพจากตาข้างที่เขหรือเหล่ ทำให้ตาข้างนั้นไม่ได้รับการกระตุ้นและหยุดชะงักพัฒนาการมองเห็น ภาพจะมัวลง ตาข้างนั้นก็จะเป็นตาขี้เกียจ แต่เด็กเหล่านี้ไม่ได้เป็นตาขี้เกียจทุกคน เพราะตาอาจสลับกันเหล่คนละข้าง ทำให้สมองได้รับการพัฒนาทางการมองเห็น จึงไม่เกิดอาการตาขี้เกียจ
          - กลุ่มที่สอง ได้แก่ สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงมากๆ เด็กในกลุ่มนี้อาจเป็นสายตาขี้เกียจได้ทั้งสองข้าง เด็กที่มีสายตาผิดปกติมากๆ และพอๆ กัน คือสายตาสั้นมากๆ หรือยาวมากๆ หรือเอียงมากๆ ทั้ง 2 ข้าง เมื่อโตขึ้นตรวจวัดสายตา และใช้แว่นแล้ว จะพบว่าตาข้างหนึ่งหรือทั้ง 2 ข้าง ไม่สามารถจะปรับสายตาให้ขึ้นมาระดับคนปกติได้ เนื่องจากตาของเด็กเกิดภาวะตาขี้เกียจมาก่อนแล้ว เช่น เด็กที่มีสายตาสั้น 800 หรือ 1,200 พวกนี้วัดสายตาประกอบแว่นแล้วอาจเห็นภาพไม่ชัดทั้งสองข้าง ซึ่งมักพบว่าเป็นตาขี้เกียจทั้งสองข้าง
          - กลุ่มที่สาม ได้แก่ สายตาสองข้างไม่เท่ากัน ยิ่งสายตาทั้งสองข้างต่างกันมากยิ่งทำให้ตาขี้เกียจมาก เช่น สายตาข้างขวาสั้น 100 แต่ข้างซ้ายสั้น 600 เป็นต้น เด็กจะใช้ตาข้างเดียวที่ชัดกว่า คือ ข้างขวามองภาพเป็นหลัก ในขณะที่ตาอีกข้าง คือ ข้างซ้ายมองเห็นไม่ชัดเท่าข้างขวาจึงใช้มองน้อยหรือไม่ได้ใช้เลยทำให้ตาข้างขวาไม่มีการพัฒนา มองเห็นภาพมัวลง จึงเกิดตาขี้เกียจได้
          - กลุ่มที่สี่ ได้แก่ ความผิดปกติของตาที่ทำให้ภาพหรือแสงไปกระตุ้นได้ไม่ได้เต็มที่ เช่น เป็นโรคต้อกระจกแต่กำเนิด เลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา และหนังตาตกมากจนปิดรูม่านตา เป็นต้น
          - กลุ่มที่ห้า ได้แก่ สายตาไม่ดีตั้งแต่กำเนิด มักพบอาการตาสั้นร่วมด้วย และอาจพบได้ในผู้ที่เป็นโรคขาดเม็ดสีซึ่งเป็นโรคพันธุกรรม
          - และสุดท้ายเกิดจากการปิดตาข้างที่ดีจนนานเกินไป เพื่อรักษาอาการสายตาขี้เกียจ
          เราจะไม่รู้เลยว่าตาข้างไหนขี้เกียจ ถ้าข้างนั้นขี้เกียจมากขึ้น ๆ และสายตาก็จะหยุดการพัฒนาก็จะมีสายตาแย่ลงมากจะแก้ไขให้กลับคืนไม่ได้ แม้ว่าดูภายนอกจะเหมือนตามองเห็นปกติ แต่การใช้งานนั้นจะเหลือแค่ตาๆ เดียว จะไม่มีการดูภาพเป็น 3 มิติ เหลือแต่การรับภาพ 2 มิติเท่านั้น คือ ขาดความลึกซึ่งนับว่าสำคัญมาก ถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานแล้วอาจเป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพบางอาชีพได้ ดังนั้นเด็กหรือผู้ที่มีอาการตาขี้เกียจจึงควรได้รับการรักษาแก้ไข เป็นที่น่าเสียดายวันนี้เวลาหมดลงแล้ว พบกันต่อในคราวหน้า สวัสดีค่ะ

บรรณานุกรม
โกศล คำพิทักษ์. Amblyopia. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 22 พฤษภาคม 2555, ที่ http://www.doctor.or.th/clinic/detail/8133
ณวัฒน์ วัฒนชัย. (2555). โรคตาขี้เกียจ (Amblyopia). เข้าถึงข้อมูลวันที่ 22 พฤษภาคม 2555, ที่ http://www.thaiclinic.com/medbible/amblyopia.html
วรวุฒิ เจริญศิริ. (2555). เคยเป็นรึเปล่า โรค ตาขี้เกียจ. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 22 พฤษภาคม 2555, ที่ http://www.dek-d.com/board/view.php?id=930695
อภัทรสา เล็กสกุล. (2555). โรคตาขี้เกียจ ตัวร้ายที่ต้องกำจัด. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 22 พฤษภาคม 2555, ที่ http://variety.teenee.com/science/13787.html
DoshiI, N. R., & Rodriguez, M. L. F. (2007). Amblyopia. American Family Physician, 75(2), 361-367.
Mema, S. C., McIntyre, L., & Musto, R. (2012). Childhood Vision Screening in Canada: Public Health Evidence and Practice. Canadian Journal of Public Health, 103(1), 40-45.
Suttle, C. M. (2010). Active treatments for amblyopia: A review of the methodsand evidence base. Clinical and Experimental Optometry, 93(5), 287–299
National Eye Institute. Amblyopia. Accessed July 18, 2006, at: http://www.nei.nih.gov/health/amblyopia/index.asp.

  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000