สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความเผยแพร่ทางวิทยุกระจายเสียงไปออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ โทร 038-102292
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 กิ้งกือ-สัตว์บกที่มีขามากที่สุดในโลก
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

4612 Posts

Posted - 30 Apr 2013 :  15:31:18  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2556

กิ้งกือ-สัตว์บกที่มีขามากที่สุดในโลก
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นงนุช ตั้งเกริกโอฬาร

กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง

          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังที่เคารพ หลายๆ คนพอพูดถึงกิ้งกือจะนึกสัตว์ที่มีลำตัวยาว มีขาเป็นจำนวนมาก รูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวน่าขยะแขยง แต่บางคนก็ไม่กลัวกิ้งกือ แถมยังชอบแกล้งมันอีกเช่น เอาไม้ไปแหย่หรือเขี่ยเพื่อให้มันขดตัว ซึ่งการขดตัวของกิ้งกือนั้น ก็เพื่อป้องกันอันตรายจากสิ่งที่มันคิดว่าไม่ปลอดภัยหรือมีอันตรายต่อมัน ส่วนใหญ่เรามักจะเห็นกิ้งกือบ่อยในช่วงฤดูฝน ในช่วงหลังฝนตกหรือพบเห็นทั่วไปในดิน ใต้ก้อนหิน ใต้ซากใบไม้ทับถม ตามขอนไม้ผุ กิ้งกือส่วนใหญ่ที่พบมีลำตัวสีแดงขนาดเล็ก แต่บางครั้งก็อาจพบเห็นกิ้งกือขนาดใหญ่ ท่านผู้ฟังทราบหรือไม่คะว่า กิ้งกือนั้นจัดเป็นสัตว์บกที่มีจำนวนขามากที่สุดในโลก วันนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับชีววิทยาบางประการของเจ้าสัตว์ชนิดนี้กันค่ะ
          คำว่า ”กิ้งกือ” ในภาษาอังกฤษมาจากคำว่า “มิลลิปีด (millipede) ซึ่งความจริงแล้วคำว่า “มิลลิปีด” มาจากคำในภาลาติน 2 คำมารวมกันคือ คำว่า มิล (mille) ซึ่งแปลว่า พัน (thousand) รวมกับคำว่า เพส (pes) ซึ่งแปลว่า ขา (leg) ดังนั้น หากแปลความหมายให้ตรง คำว่า กิ้งกือ (millipede) จึงหมายถึง “สัตว์พันขา” หรือตามพจนานุกรมราชบัณฑิตจะใช้คำว่า "สหัสบาท" นั่นเอง อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งปัจจุบันก็ยังไม่เคยพบกิ้งกือชนิดไหนเลยที่มีขามากถึงพันขา จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบกิ้งกือมีขามากที่สุดเพียง 750 ขา และกิ้งกือที่สามารถพบเห็นทั่วไปนั้นมีจำนวนขาอยู่ระหว่าง 36 ถึง 400 ขา กิ้งกือเพศเมียมักจะมีจำนวนขามากกว่าเพศผู้ และขาของกิ้งกือจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามอายุของมัน โดยตัวอ่อนที่เพิ่งฟักออกจากไข่นั้นมีขาจำนวน 3 คู่คล้ายแมลง หลังจากนั้นจะมีการลอกคราบและมีจำนวนขาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
กิ้งกือจัดเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังและเป็นสัตว์บกที่มีจำนวนขามากที่สุดในโลก มีลำตัวเป็นข้อปล้อง จัดอยู่ในไฟลัมอาร์โทรโพดา (Arthropoda) เช่นเดียวกับสัตว์จำพวกแมลง และกุ้ง-ปู ต่างๆ แต่กิ้งกือจัดอยู่ในไฟลัมย่อยไมเรียโพดา (Myriapoda) ชั้นไดโพลโพดา (Class Diplopoda) พบกระจายอยู่ทั่วโลก โดยมีจำนวนมากถึง 10,000 ชนิด สำหรับในประเทศไทย จากการสำรวจของนักวิทยาศาสตร์นั้น พบประมาณ 100 ชนิด กิ้งกือในไทยที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยและพบบ่อยที่สุด คือ กิ้งกือกระบอกหรือกิ้งกือหนอน มีลักษณะสีออกแดงๆ นอกจากนี้ยังมีกิ้งกือยักษ์ กิ้งกือมังกร กิ้งกือตะเข็บ กิ้งกือกระสุน กิ้งกือเหล็ก และกิ้งกือขน เป้นต้น
          กิ้งกือเป็นสัตว์ที่มีเปลือกแข็งหุ้มลำตัว ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันและช่วยพยุงร่างกายที่อ่อนนุ่มที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกแข็ง โดยทั่วไป มีลำตัวยาวตั้งแต่ 2 มิลลิเมตร ถึง 30 เซนติเมตร ผิวลำตัวมีลักษณะเป็นมัน มีหลากหลายสี บางชนิดมีสีและลักษณะที่สวยงามมาก ลำตัวของกิ้งกือมีลักษณะเป็นข้อปล้อง แต่ละปล้องมีขาอยู่สองคู่ ซึ่งแตกต่างจากตะขาบที่แต่ละปล้องมีขาเพียงหนึ่งคู่ กิ้งกือที่โตเต็มมีปล้องประมาณ 100-200 ปล้อง ส่วนหัวประกอบด้วยตาซึ่งอยู่ทางด้านข้าง (ยกเว้นกิ้งกือถ้ำจะไม่มีตา) มีหนวดสั้น มีเขี้ยวแต่ไม่ใช้กัด เขี้ยวมีลักษณะเป็นแผ่นฟันคล้ายช้อนใช้สำหรับกัดแทะซากพืชหรือแทงเข้าไปในลำต้นของซากพืชหรือยอดอ่อนแล้วดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืช นอกจากนี้ยังกินพวกแมลง ไส้เดือนหรือสัตว์ขนาดเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ในดินเป็นอาหารด้วย กิ้งกือเริ่มผสมพันธุ์ เมื่ออายุ 1 ปี โดยเพศผู้ กับเพศเมียจะม้วนเกี่ยวรัดเป็นเกลียว จากนั้น 1 สัปดาห์ เพศเมียจะหาที่วางไข่ โดยอาจวางไข่ไว้ตามพื้นดินที่เปียกชื้น หรือฝังไข่ไว้ตามมูลขยะที่เป็นอินทรียสาร แต่ละครั้งจะวางไข่ประมาณ 100-300 ฟอง ไข่จะฟักออกเป็นตัวภายใน 2 - 3 สัปดาห์ ตัวอ่อนที่ฟักออกมาใหม่ๆ มีปล้องลำตัว 6-7 ปล้อง โดย 3 ปล้องแรกมีขา 3 คู่ ส่วนปล้องที่ 4-7 ไม่มีขา ตัวอ่อนจะกินซากใบไม้เป็นอาหาร และมีการลอกคราบหลายครั้ง ทุกครั้งจะมีการเพิ่มจำนวนปล้องลำตัวและจำนวนขาเดิน จนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัยซึ่งอาจมีอายุยืนนานตั้งแต่ 1 - 10 ปี ขื้นอยูกับชนิดของกิ้งกือ
          กิ้งกือไม่สามารถกัดคนได้อย่างที่หลายคนมักเข้าใจผิดกัน แต่กิ้งกือสามารถสร้างสารพิษได้ โดยมีต่อมพิษอยู่ตลอดสองข้างของลำตัว ส่วนใหญ่พิษของกิ้งกือนั้นมีไว้สำหรับป้องกันตนเองจากศัตรู ซึ่งหากมีภัยอันตราย กิ้งกือจะม้วนตัวขดเป็นวงกลม ขณะเดียวกันก็อาจปล่อยสารพิษ สารที่กิ้งกือปล่อยออกมานั้นมีลักษณะเป็นของเหลวใสไม่มีสีหรือมีสีเหลืองน้ำตาล เป็นสารเคมีในกลุ่ม “ไซยาไนต์” หรือสารที่เรียกว่า “เบนโซควิโนน” เมื่อถูกอากาศจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีเข้มขึ้น มีกลิ่นเหม็นคล้ายน้ำยาฆ่าเชื้อโรคหรือน้ำยาทำความสะอาดห้องน้ำ หากมีปริมาณมากๆ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ หากถูกผิวหนัง อาจทำให้ผิวหนังไหม้เป็นสีเหลืองน้ำตาลและจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ายแผลไหม้ภายใน 24 ชั่วโมง บริเวณที่เป็นแผลไหม้อาจมีอาการปวดประมาณ 2 วัน ถ้าโดนกิ้งกือปล่อยสารพิษใส่ ให้เอาแอลกอฮอล์ล้างแผลมาล้างพิษออก แล้วกินยาปฏิชีวนะหรือยาแก้อักเสบ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย ถ้าสารพิษเข้าตาอาจทำให้ตาอักเสบได้ ให้รีบล้างตาโดยใช้น้ำอุ่น แล้วไปพบจักษุแพทย์ทันที
          กิ้งกือเป็นสัตว์กินพืชรวมทั้งกินซากพืชเป็นอาหาร สามารถกินไม้ผุ ขอนไม้ ใบไม้เน่า ที่มีเชื้อราและ แบคทีเรีย ในขณะเดียวกันจะถ่ายมูล ที่มีลักษณะเป็นก้อนคล้ายยาลูกกลอน ซึ่งประกอบไปด้วย จุลินทรีย์และสารอินทรีย์ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มธาตุอาหารในดิน กิ้งกือทุกชนิดจึงล้วนมีคุณประโยชน์อย่างมหาศาลต่อระบบนิเวศ ทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายเศษซากพืช ใบไม้ ลูกไม้ ให้กลายเป็นแร่ธาตุอาหารกลับคืนสู่ธรรมชาติ ช่วยเพิ่มธาตุอาหารในดิน เช่นเดียวกับมูลของไส้เดือนและหอยทาก นอกจากนี้ มีการศึกษาวิเคราะห์ธาตุอาหารในมูลกิ้งกือ พบว่ามูลกิ้งกือนั้นมีแร่ธาตุอาหารสูง ที่เป็นประโยชน์ต่อพืชมาก สามารถนำมาใช้ทำเป็นปุ๋ยปรับปรุงดินให้มีความอุดมสมบูรณ์ขื้น ดังนั้นเราควรช่วยกันอนุรักษ์และส่งเสริมให้คนเห็นประโยชน์ของกิ้งกือมากขึ้น และเลิกคิดกำจัดกิ้งกือ แต่หันมาให้ความสนใจ หรือให้กิ้งกือช่วยทำประโยชน์ให้กับเรา เช่น ปล่อยให้กิ้งกืออยู่ในพื้นที่เพาะปลูกไปตามธรรมชาติ หรือให้กิ้งกือเป็นเทศบาลช่วยย่อยขยะอินทรีย์ มูลกิ้งกือที่ได้ก็นำมาทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ สัตว์มหัศจรรย์พันขาเหล่านี้จะได้อยู่คู่กับเราและคู่กับธรรมชาติตลอดไป

บรรณานุกรม
1. Millepede เข้าถึงได้จาก http://en.wikipedia.org/wiki/Millipede (วันที่ค้นข้อมูล 16 มีนาคม 255)
2. เพ็ญพิชญา เตียว (2551) กิ้งกือ (Millipede) เป็นสัตว์มีขามากที่สุดในบรรดาสัตว์บก ที่มา:นสพ.ไทยรัฐ ฉบับที่ 18396 วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน 2551
3. กิ้งกือ ....มีพิษ....แต่ไม่กัด เข้าถึงได้จาก http://www.vcharkarn.com/vblog/115749 (วันที่ค้นข้อมูล 16 มีนาคม 255)


  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000