สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความเผยแพร่ทางวิทยุกระจายเสียงไปออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ โทร 038-102292
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการมนุษย์กับสังคม
 เงินพดด้วง
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

4640 Posts

Posted - 21 Jun 2004 :  12:15:20  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ชื่อ เงินพดด้วง
โดย อาจารย์ปรีดี พิศภูมิวิถี
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์





สวัสดีครับท่านผู้ฟังทุกท่าน วันนี้เราจะคุยกันเรื่องเงินเงินทองทองนะครับ สำนวนไทยที่คุ้นหูพวกเราในทุกวันนี้ก็คือ ใครมีเงินนับว่าเป็นน้อง ใครมีทองนับเป็นพี่ แต่ในปัจจุบันก็ควรจะมีทั้งเงินและทองทั้ง 2 อย่างเพราะเป็นสิ่งที่ปรารถนาของทุกคนใช่ไหมครับ เงินจึงเป็นสื่อกลางที่สำคัญในการติดต่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการมาแต่โบราณ และมีประวัติอย่างยาวนานไปพร้อมกันด้วย
ในประเทศไทยมีหลักฐานทางโบราณคดี เป็นเหรียญเงินที่เก่าแก่อย่างน้อยในสมัย
ทวาราวดี ซึ่งเป็นอาณาจักรที่เจริญมากแถบที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลาง เช่นที่เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี
ขณะเดียวกันในบริเวณภูมิภาคต่างๆ ของไทยก็มีการผลิตเหรียญเงินไว้ใช้แลกเปลี่ยนกันภายในด้วย เช่นอาณาจักรล้านนาหรือล้านช้าง ก็มีเงินเจียง เงินท้อก ที่ตีตราประจำเมืองต่างๆ ไว้ให้เห็นเป็นหมายสำคัญ ส่วนที่อาณาจักรศรีวิชัยก็ผลิตเหรียญเงินใช้เป็นของตนเอง
เงินเหรียญที่เราใช้ปัจจุบันมีลักษณะกลม แบน แต่ใครจะคิดว่าเงินในสมัยโบราณกลับมีลักษณะกลมเป็นก้อน คล้ายตัวด้วง จนเรียกกันโดยทั่วไปว่า “เงินพดด้วง”
เงินพดด้วง เป็นการเรียกชื่อรูปแบบของเงินประเภทหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายตัวด้วง คือ เป็นก้อนกลมขนาดเล็ก หรือแล้วแต่น้ำหนัก มีเข่าคู้เข้าไปด้านในทั้ง 2 ข้างและมีการตีตราต่างๆ ไว้อย่างมากมาย เป็นที่เชื่อกันว่าเงินพดด้วงนี้ ได้ใช้เป็นเงินตรามาก่อนสมัยสุโขทัยแล้ว จนเมื่อมีการก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเมื่อ พ.ศ.1893 ชาวอยุธยาก็คงได้สืบต่อการทำเงินพดด้วงมาใช้จนกระทั่งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ ดังตัวอย่างเงินที่เก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์
วิธีการผลิตเงินพดด้วงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ การผลิตเงินพดด้วงเริ่มจากช่างจะต้องตัดโลหะเงินเป็นชิ้นเล็กๆ ชั่งให้ได้น้ำหนักที่ต้องการคือ ชั่ง,ตำลึง,บาท จากนั้นนำไปหลอมไฟ เมื่อชิ้นเงินละลายแล้วนำไปเทลงในเบ้าไม้ที่แช่น้ำ ทิ้งไว้ให้เย็น เมื่อเย็นลงแล้วนำมาตอกแบ่งครึ่งเบาๆ ด้วยสิ่วแล้วทุบปลายสองข้างให้คู้เข้ามาหากันจนงอคล้ายตัวด้วง พดด้วงที่ตีเข้ารูปดีแล้วช่างจะนำไปวางบนทั่งเหล็ก หรือบางทีใช้กระดูกขาช้าง เพื่อตรอกตราที่สำคัญ 2 ตรา คือ ตราประจำแผ่นดิน
และตราประจำรัชกาล ซึ่งตรานี้เองจะเป็นสิ่งที่ทำให้แยกแยะว่าได้เงินพดด้วงเหรียญนี้สร้างขึ้นในสมัยใด


-2-
ตราประจำแผ่นดินที่ตอกไว้บนเหรียญพดด้วงเป็นสิ่งที่สำคัญในการจำแนกอายุเบื้องต้น ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นตราจักรที่มีลักษณะต่างกันออกไป เช่น ตรารัชกาลในสมัยสุโขทัยเป็นตราประจำยามพุ่มข้าวบิณฑ์ ตราดอกไม้ และสัตว์มงคล อาทิ ช้าง หอยสังข์ วัว หรือ ราชสีห์ ส่วนตราประจำรัชกาลในสมัยอยุธยานั้นประทับตราทรงพุ่มข้าวบิณฑ์สำหรับพดด้วงราคาตั้งแต่ 1 บาท ขึ้นไป ส่วนราคาที่ต่ำกว่านั้นมักใช้ตราหอยสังข์และช้าง ตราจักรสมัยกรุงธนบุรีมีลักษณะเป็นแฉกเด่นชัด ส่วนสมัยรัตนโกสินทร์จะมีลวดลายมากขึ้น สำหรับตราประจำรัชกาลนั้นเป็นสิ่งจำเป็นมากเพราะจะทำให้ทราบว่าสร้างในรัชกาลใดเป็นต้น
ตราประจำรัชกาลในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นเครื่องหมายที่ปรากฎเด่นชัดกว่าพดด้วงสมัยอยุธยา เพราะจะนิยมใช้พระนามเดิมเป็นเครื่องหมายประจำรัชกาล ได้แก่พดด้วงสมัยรัชกาลที่1 จะประทับตรามหาอุณาโลม,พดด้วงสมัยรัชกาลที่2,ประทับตราครุฑ ตามพระนามเดิมว่าฉิม ซึ่งมาจากคำว่าฉิมพลี แปลว่าที่อยู่แห่งพญาครุฑ, พดด้วงสมัยรัชกาลที่3 ประทับตรามหาปราสาทตามพระนามเดิมว่าทับซึ่งแปลว่าที่อยู่,พดด้วงสมัยรัชกาลที่4 ประทับตรามหามงกุฎ ตามพระนามเดิมคือเจ้าฟ้ามงกุฎ ส่วนในสมัยรัชกาลที่5 โปรดให้ประทับตราจุลมงกุฎไว้ที่เงินพดด้วงตามพระนามจุลจอมเกล้า
ด้วยความจำเป็นในการผลิตเงินพดด้วงให้มากขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สั่งเครื่องทำเหรียญกษาปณ์เข้ามา แต่ยังคงให้มีการใช้เงินพดด้วงต่อไปจนมีประกาศยกเลิกการใช้เงินพดด้วงเมื่อ วันที่ 20 ตุลาคม 2447 ในสมัยพระบาสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ปัจจุบันเราพบว่าเงินพดด้วงกลายเป็นของสะสม บ้างก็นำไปทำเป็นกระดุมเสื้อ หรือเป็น
เครื่องรางของขลัง และกลายเป็นสิ่งที่มีราคาแพงขึ้นกว่าเดิมมาก ฉะนั้นหากท่านผู้ฟังมีเงินพดด้วงสักก้อนหนึ่งหลงเหลืออยู่ควรจะดีใจได้ว่าราคาก็แทบจะไม่ต่างจากราคาทองคำในสมัยนี้แล้ว






  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.03 seconds. Snitz Forums 2000