สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการสุขภาพดี-ชีวีมีสุข
 “มังคุด” สรรพคุณนานัปการ
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

6460 Posts

Posted - 27 Jun 2016 :  15:59:03  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2559


“มังคุด” สรรพคุณนานัปการ
อาจารย์ ปาจรา โพธิหัง


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังทุกท่านกลับมาพบกันเช่นเคยนะคะกับรายการ “สุขภาพดีชีวีมีสุข” จากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วันนี้ได้นำสาระความรู้ดีๆ มาฝากท่านผู้ฟังทุกท่านอีกแล้วนะคะ ซึ่งวันนี้ขอนำเสนอสาระน่ารู้ เกี่ยวกับสรรพคุณของ ”มังคุด” หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า “ mangosteen ” ผลไม้ชนิดหนึ่งที่มีความน่าสนใจมาก อาจจะเป็นผลไม้ที่โปรดปรานของคนหลายๆคนเลยใช่ไหมคะ ส่วนใหญ่คนในแถบเอเชียให้ฉายาผลไม้ชนิดนี้ว่า “ราชีนีแห่งผลไม้ (The Queen of Fruit) และแถบทะเลคาริเบียนให้ฉายา “อาหารของพระเจ้า (The food of the Gods)” วันนี้เ รามาทำความรู้จักผลไม้ชนิดนี้ให้มากขึ้นกันนะคะ
เมื่อพูดถึง “มังคุด” ทุกท่านคงรู้จักกันดีนะคะ เป็นทั้งไม้ผลและสมุนไพร ซึ่งจัดอยู่ในวงศ์ Clusiaceae เป็นไม้ผลเขตร้อน มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอินโดนีเซีย พื้นที่ที่เหมาะสำหรับเพาะปลูกคือ มาเลเซีย ไทย และอินโดนีเซีย มังคุดเป็นผลไม้ที่มีผู้นิยมบริโภคอย่างแพร่หลาย ทั้งภายในและต่างประเทศ โดยผลสุกมีลักษณะสีม่วงอมน้ำตาล เปลือกหนา ภายในเมล็ดมีเนื้อฟูสีขาวหุ้มอยู่ คือส่วนที่ใช้รับประทานมีรสชาติหวานฉ่ำอมเปรี้ยว กลิ่นหอมเฉพาะตัว อ่อนนุ่มลิ้นเมื่อเคี้ยวในปาก
โดยนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า มีสารประกอบ 3 กลุ่มที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มสารแทนนิน (Tannin) ให้รสฟาด เป็นสารที่ช่วยสมานแผลให้หายเร็ว รักษาแผลในกระเพาะอาหาร กลุ่มแอนโทรคานิน (Anthocyanin) หรือเม็ดสีบริเวณผิวเปลือกด้านนอกสีแดง สีม่วง-น้ำตาล มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) และสุดท้ายเป็นกลุ่มสำคัญคือ สารแซนโทน (Xanthone) ซึ่งสารกลุ่มนี้มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระมีผลในการยับยั้งต่อเชื้อโรค นอกจากนี้ยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและวิตามินสูง ประโยชน์ของมังคุดมิได้มีอยู่แค่เนื้อในของมังคุดที่เราใช้เป็นอาหารเท่านั้น เปลือกและเมล็ดของมังคุดมีประโยชน์ในทางการแพทย์ในการรักษาโรคต่างๆ และนำมาใช้ในด้านผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์เพื่อความงามสำหรับผิวหนัง ด้วยนะคะ
การใช้ประโยชน์ทางด้านโภชนาการ
คนไทยมีการนำมังคุดมาประกอบอาหารบ้างทั้งอาหารคาว เช่น แกง ยำ และอาหารหวาน เช่น มังคุดลอยแก้ว แยมมังคุด มังคุดกวน มังคุดแช่อิ่ม น้ำมังคุด ในขณะที่ส่วนใหญ่จะรับประทานมังคุดผลสุก ซึ่งจะเห็นได้ว่า เนื้อมังคุดจัดได้ว่าเป็นแหล่งอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการและวิตามินที่สูง โดยเฉพาะโพแทสเซียม วิตามินบี1 วิตามินบี 2 วิตามินซี ฟอสฟอรัส แคลเซียมและแมกนีเซียม โดยสารอาหารเหล่านี้ช่วยต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย มีส่วนช่วยชะลอวัยและการเกิดริ้วรอย บำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอีกด้วยนะคะ กองโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุขได้ทำการตรวจวิเคราะห์ ในเนื้อมังคุด 100 กรัม พบว่า ประกอบด้วย โปรตีน 0.5 กรัม คาร์โบไฮเดรท 18.4 กรัม ไม่มีไขมัน และมีเส้นใยอาหาร 1.7 กรัม ที่ช่วยเพิ่มพลังให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่นกระปรี้กระเปร่า อีกทั้งเส้นใยอาหารยังช่วยในการขับถ่าย ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล และลดไขมันไม่ดีภายในร่างกายได้อีกด้วย
ปกติหลายคนมักจะทิ้งเปลือกและเมล็ดมังคุดไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะไม่ทราบประโยชน์ ซึ่งความจริงแล้วในเมล็ดมังคุดยังมีกรดไลโนเลอิก ที่ร่างกายต้องการและสร้างขึ้นไม่ได้ ต้องรับจากอาหารภายนอกเท่านั้น หากรับประทานมังคุดแล้วเคี้ยวเมล็ดกลืนไปด้วยจะได้รับประโยชน์จากกรดนี้
การใช้ประโยชน์ทางด้านสรรพคุณทางยา
• เปลือกผลมีรสฝาด บดเป็นผงหรือชงหรือต้มรับประทานเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้บิด มูกเลือด แก้ไข้ท้องเสีย ถ้านำมาบดหรือฝน ผสมกับน้ำปูนใสจะใช้ทาแก้แผลเน่าเปื่อยพุพอง ช่วยสมานแผลสด หรือใช้ต้มชะล้างบาดแผลก็ได้
• เนื้อหุ้มเมล็ด ซึ่งก็คือส่วนที่เป็นเนื้อสีขาวที่เรารับประทานเป็นผลไม้ นอกจากมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวอร่อยแล้ว ยังมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงร่างกาย แก้ร้อนใน ตามศาสตร์การแพทย์แผนจืน เราจะจัดมังคุดว่าเป็นยาเย็น หรือว่ามีฤทธิ์”หยิน” หลังจากรับประทานทุเรียนที่มีรสร้อน หรือมีฤทธิ์เป็น “หยาง” แล้วต้องรับประทานมังคุดตาม เพื่อให้ร่างกายเกิดความสมดุลภายในร่างกาย
• ยางที่ได้จากผล ซึ่งมีลักษณะเป็นยางสีเหลือง จะมีรสฝาด มีสรรพคุณเป็นยาได้เหมือนกัน คือนำมาใช้เป็นยาแก้บิด แก้ท้องร่วงและแก้แผลหนอง
• ส่วนที่นำมาใช้เป็นยาทั่วไปของมังคุด มักจะเป็นส่วนของเปลือกผล ซึ่งนอกจากมีสรรพคุณตามที่ระบุไว้ในตำรายาแผนไทยแล้ว ยังถูกนำมาใช้เป็นยาแก้ท้องเดินในยาสมุนไพรสำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน โดยใช้กับอาการท้องเดินทั่วไปที่มีอาการไม่รุนแรง เช่นท้องเดินที่เกิดจากอาหารเป็นพิษที่ไม่ใช่อาการท้องเดินที่รุนแรง หรือเกิดจากเชื้อบิดมีตัว โดยมีวิธีใช้ คือ ใช้เปลือกผลแห้งประมาณครึ่งผล (4 กรัม) ย่างไฟให้เกรียม ฝนกับน้ำปูนใสประมาณครึ่งแก้ว หรือบดเป็นผงละลายน้ำข้าว (น้ำข้าวเช็ด) หรือน้ำสุก ดื่มทุก 2 ชั่งโมง จนกว่าอาการท้องเดินจะดีขึ้น หรือหาย
การใช้ประโยชน์ทางด้านผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์
• มังคุดเป็นสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคทางผิวหนังได้เป็นอย่างดี มีฤทธ์ฆ่าเชื้อโรค ลดการอักเสบ จึงนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์ป้องกันการเกิดและรักษาสิว รวมถึงผืนแพ้ผิวหนัง
• สารแมงโกสตินที่อยู่ในมังคุด สามารถป้องกันผิวจากแสงแดด และมีค่าดัชนีในการป้องกันผิวจากแสงแดด (SPF)ได้ถึง 10.4 % จึงได้มีการพัฒนานำมาผลิตภัณฑ์ป้องกันผิวจากแสงแดด (Sunscreen)

เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ กับสาระข้อมูลความรู้ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้นะคะ เมื่อถึงฟังมาถึงตอนนี้แล้ว “มังคุด” ก็จะเป็นผลไม้ที่มีความน่าสนใจ สารพัดประโยชน์ สรรพคุณนานัปการ และมีประโยชน์ต่อร่างกายของท่านผู้ฟังทุกท่านนะคะ เป็นผลไม้ที่ไม่ “คุด” เหมือนชื่อนะคะ สำหรับวันนี้เวลาก็หมดลงแล้ว พบกับรายการสุขภาพดีชีวีมีสุขกันใหม่ในคราวหน้า เวลาเดิมนะค่ะ สวัสดีค่ะ
เอกสารอ้างอิง
1. นันทวัน บุณยะประภัศร. (2542). สมุนไพร ไม้พื้นบ้าน. ประชาชนจำกัด. กรุงเทพฯ.
2. มนตรี กล้าขาย. (2550). มังคุดไทย : พืชสมุนไพรของโลก. สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดระยอง.
3. ศิริพร เหลียงกอบกิจ. (2543). มังคุด. จุลสารข้อมูลสมุนไพร. 18(2) : 3-11. กรุงเทพฯ : ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
4. สนั่น ศุภธีรสกุล. (2547,มิถุนายน ). มังคุด (ที่ไม่ “คุด”). คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.
5. สุภาภรณ์ ปิติพร. (2549, มีนาคม). มังคุด. หมอชาวบ้าน , 323. วันที่ค้นข้อมูล 31 มีนาคม 2559, เข้าถึงได้จาก https://www.doctor.or.th/article/detail/2172.
6. สำนักวิจัยและพัฒนาทางเกษตร พื้นที่เขตที่ 8. (2559). การใช้ประโยชน์และสรรพคุณทางยาของมังคุด. วันที่ค้นข้อมูล 28 มีนาคม 2559, เข้าถึงได้จากhttp://www.oard8.go.th/information/kpi/mangosteen/58/mgPDF/6.pdf





  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000