สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 “โรคไต” ภัยเงียบจากอาหารที่มีโซเดียมสูง
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

5557 Posts

Posted - 11 Mar 2017 :  10:24:15  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2560


“โรคไต” ภัยเงียบจากอาหารที่มีโซเดียมสูง
สรายุทธ เวชสิทธิ์


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


                สวัสดีครับคุณผู้ฟังรายการ “วิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน” ทุกท่านครับ ในยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งความเร่งรีบและผู้คนมักมองข้ามความปลอดภัยในหลายเรื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอาหารการกิน ที่เรามักไม่คำนึงถึงภัยเงียบที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารของตนเอง เรามักคิดว่ารับประทานไป คงไม่เป็นอะไร แต่ใครจะรู้ว่าภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ในรูปของอาหารเหล่านี้จะเป็นเสมือนระเบิดเวลาที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ และไม่มีวิทยาการด้านการแพทย์ใดที่จะสามารถทำให้อวัยวะที่ถูกทำลายกลับมาเป็นปกติได้ ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงภัยใกล้ตัวเราอย่าง “โรคไต” กันครับ สาเหตุที่ผมพูดถึงโรคไตในวันนี้ เนื่องจากปัจจุบันพบว่า พบผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคไตเป็นจำนวนมากในทุกเพศทุกวัย และเริ่มพบในเด็กมากขึ้นจากสมัยก่อน จากตัวเลขของสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทยพบผู้ป่วยไตวายเรื้อรังซึ่งได้รับการบำบัดทดแทนไตมีประมาณ 10,000 ราย และยังมีผู้ป่วยภาวะไตวายเรื้อรังประมาณ 7 ล้านคน โดยการรักษาในปัจจุบันต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการรักษาค่อนข้างสูงและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วยและคนรอบข้างอีกด้วย
                สิ่งที่น่ากังวลคือในระระแรกของการเป็นโรคไตนั้นผู้ป่วยมักจะไม่แสดงอาการใดๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปประสิทฺธิภาพการทำงานของไตจะลดลงเรื่อยๆ ไตจะเริ่มทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดการคั่งค้างของเกลือแร่ น้ำส่วนเกิน และของเสียในเลือด และจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติออกมาให้สังเกตุได้ชัดเจนเช่น ปัสสาวะเป็นฟองละเอียด ความดันโลหิตสูงขึ้น ซีด เหนื่อยง่าย คลื่นไส้อาเจียน คันตามตัว มีอาการบวมที่หน้า ขา และลำตัว และอาจมีอาการชัก ซึ่งหากผู้ป่วยรอจนกระทั่งแสดงอาการเหล่านี้แล้วไปพบแพทย์จะพบว่าได้ป่วยเป็นโรคไตในระยะที่รุนแรงแล้ว ดังนั้นหากคุณผู้ฟังพบว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการลักษณะดังกล่าวขอแนะนำให้ไปพบคุณหมอเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคไตหรือไม่ครับ
                ในทางการแพทย์แบ่งภาวะโรคไตออกเป็น 2 ชนิด คือ ภาวะไตวายเฉียบพลันและไตวายเรื้อรัง โดยไตวายเฉียบพลันนั้นจะเกิดขึ้นในเวลาอันรวดเร็ว มีสาเหตุมาจากไตทำงานหนักเกินไป การขาดสารน้ำ ภาวะเกี่ยวกับความดันเลือด ระดับเลือดที่ไปเลี้ยงไตไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามภาวะไตวายเฉียบพลันสามารถหายเองได้ภายใน 60-90 วัน เพราะร่างกายมีกลไกในการซ่อมแซมตัวเองแต่ก็จะต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ด้วย แต่ถ้าหากไตไม่สามารถฟื้นตัวภายใน 60 วัน หรือ 90 วัน ผู้ป่วยก็จะกลายเป็นภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งก็จะมีอาการผิดปกติดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว สำหรับสาเหตุของโรคไตนั้นเกิดได้จากหลายปัจจัยอาทิเช่น จากโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคเก๊าต์ กรรมพันธุ์ การรับประทานยาบางชนิดติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน การติดเชื้อเรื้อรัง และพฤติกรรมการกิน การรักษาโรคไตนั้นสามารถทำได้ 2 แนวทางคือ การฟอกและการล้างไต ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง พฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนไทยคือหนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไตมากที่สุด จากการสำรวจของกรมอนามัยร่วมกับสถาบันโภชนศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดลพบว่าคนไทยมีพฤติกรรมรับประทานอาหารเค็มและอาหารที่มีโซเดียมสูงมากกว่าระดับที่ร่างกายต้องการถึง 2 เท่า โดยปริมาณโซเดียมที่ร่างกายต้องการนั้นไม่ควรเกิน 2,400 มิลลิกรัมต่อวัน เมื่อรับฟังมาถึงตรงนี้หลายท่านอาจเกิดคำถามว่าโซเดียมคืออะไร? มีบทบาทอย่างไรกับร่างกาย “โซเดียม” เป็นหนึ่งในเกลือแร่สำคัญที่ร่างกายต้องการ ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของเกลือแร่อื่นๆ ควบคุมสมดุลของกรด-ด่าง ควบคุมการเต้นของหัวใจและชีพจร และการระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยปกติเราจะได้รับโซเดียมจากอาหารในรูปของเกลือโซเดียมคลอไรด์หรือเกลือที่เราใช้ปรุงอาหารซึ่งมีรสชาติเค็ม อาจอยู่ในรูปแบบน้ำปลา กะปิ ปลาร้า เต้าหู้ยี้ ซอสหอยนางรม อาหารกระป๋อง อาหารหมักดอง นอกจากนั้นแล้วคุณผู้ฟังทราบหรือไม่ครับว่านอกจากอาหารรสเค็มที่มีโซเดียมแล้ว ยังมีอาหารอื่นๆ ที่ไม่ได้มีรสเค็มแต่ก็มีโซเดียมแอบแฝงอยู่ในปริมาณสูงเช่นเดียวกัน เช่น ผงชูรส ผงฟูหรือโซเดียมไบคาร์บอเนต อาหารที่มีการใส่สารกันบูดประเภทโซเดียมเบนโซเอต โดยอาหารที่มีการใส่สารเหล่านี้ได้แก่อาหารสำเร็จรูปต่างๆ ขนมกรุบกรอบ ขนมเค้ก คุกกี้ แพนเค้ก ขนมปัง น้ำผลไม้บรรจุกล่อง ขวด หรือกระป๋อง เป็นต้น โดยหากร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณสูงจะส่งผลต่อร่างกายคือจะเกิดการคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่างๆ เช่น แขน ขา หัวใจ และปอด ทำให้ความดันโลหิตสูง เกิดผลเสียต่อไตทำให้ไตทำงานหนักขึ้น เพื่อเพิ่มการกรองโซเดียมและน้ำส่วนเกินของร่างกาย ผลที่ตามมาคือการเกิดความดันในหน่วยไตสูงขึ้น และเกิดการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะมากขึ้น นอกจากนี้ ยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างสารบางอย่างซึ่งมีผลทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่มีรสชาติเค็มและอาหารที่ได้กล่าวมาข้างต้นด้วยเช่นกัน หลายท่านอาจสงสัยว่า เค็มขนาดไหนที่ เรียกว่า เค็ม กินเค็มแค่ไหนถึงจะปลอดภัย จากโรคที่ตามมาหลังจากรับประทานอาหารเค็มจนเกินไป ผมจะขอยกตัวอย่างเครื่องปรุงในปริมาณ 1 ช้อนชาที่เราใช้กันบ่อยๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายและปรับใช้ในปริมาณที่เหมาะสมดังนี้นะครับ ผงปรุงรสจะมีโซเดียม 950 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา ผงชูรสจะมีโซเดียม 600 มิลลิกรัมต่อ1 ช้อนชา น้ำปลา ซีอิ๊ว และซอสปรุงรสจะมีโซเดียม 400 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา เป็นต้น ลองคิดกันง่ายๆ นะครับ หากเรารับประทานอาหารจานเดียวที่มีการปรุงรสด้วยเครื่องปรุงรสเหล่านี้ 3 มื้อต่อวันเราจะได้รับโซเดียมมากเกินความต้องการของร่างกายแน่นอนอยู่แล้ว และหากยิ่งมีการเติมน้ำปลาเข้าไปอีกก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณโซเดียมอีกช้อนละ 400 มิลลิกรัมเลยทีเดียว ฟังดูแล้วรู้สึกสงสารไตของเราขึ้นมาเลยใช่มั้ยครับท่านผู้ฟัง ดังนั้นเราจึงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหารของเราโดยลดการใช้เครื่องปรุงรสเค็มในการปรุงอาหาร ไม่เติมผงชูรสหรือผงปรุงรส เลือกรับประทานอาหารรสชาติหลากหลาย เช่น แกงส้ม ต้มยำ เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติ หลีกเลี่ยงอาหารประเภทดองเค็ม ตรวจดูปริมาณโซเดียมต่อหน่วยบริโภคบนฉลากของอาหารสำเร็จรูปก่อนที่จะเลือกซื้อ
                อย่างที่ท่านผู้ฟังได้รับฟังมาตั้งแต่ต้นว่าปัญหาโรคไตจากพฤติกรรมการกินของเรา อาจจะไม่ได้ส่งผลให้เสียชีวิตในทันที โรคไตเป็นโรคที่มีการดำเนินของโรคแบบค่อยเป็นค่อยไปส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ดังนั้น เราควรจะป้องกันไม่ให้เป็นโรคไตโดยปรับเปลี่ยนความเคยชินในการรับประทานอาหารรสเค็มจัด มาทานอาหารรสจืดลง อย่าให้ความเคยชินเหล่านี้ มาทำร้ายเราในอนาคตได้ ในเมื่อเราสามารถป้องกันได้ เพื่อความปลอดภัยของชีวิต และสามารถดำรงชีวิตให้ยาวนานขึ้นอีกด้วย

แหล่งอ้างอิง
พญ.อติพร อิงค์สาธิต, พญ.กชรัตน์ วิภาสธวัช,นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ. บทบาทของอาหารเค็มต่อการเกิดโรคไต. วันที่ ค้นข้อมูล 7 ตุลาคม 2559, เข้าได้ถึงจากhttp://med.mahidol.ac.th/ ramachannel/index.php/knowforhealth-20140818-6/
กระทรวงสาธารณสุข. กินเค็มอันตราย! พบคนไทยไตป่วยเกือบ 8 ล้านคน. วันที่ค้นข้อมูล 13 ตุลาคม 2559, เข้าได้ถึงจาก http://health.kapook.com/view58038.html
  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000