สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 ผักชีไทย ไม่ได้มีไว้แค่โรยหน้า
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

5557 Posts

Posted - 11 Mar 2017 :  10:28:16  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2560


ผักชีไทย ไม่ได้มีไว้แค่โรยหน้า
วิชมณี ยืนยงพุทธกาล


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


                มีรายงานข่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า ชาวญี่ปุ่นให้ความนิยมบริโภคผักชีไทยกันมาก เรียกได้ว่ามีกระแสชื่นชอบผักชีไทยอย่างมาก จนภัตตาคารและร้านอาหารต่างๆ ได้คิดค้นเมนูใหม่ๆ เช่น เทมปุระ ราเมน สลัด และซุป เป็นต้น ซึ่งใช้ผักชีไทยเป็นวัตถุดิบหลัก ไม่ได้ใช้แค่เพียงโรยหน้าตกแต่งอาหารเท่านั้น รวมทั้งนำมาเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม เพื่อให้มีกลิ่นหอม หรือแม้แต่ของหวานอย่างไอศกรีมก็ใช้ผักชีมาเป็นส่วนผสมอีกด้วย กระแสความนิยมผักชีไทยในประเทศญี่ปุ่นสะท้อนให้เห็นชัดเจนจากการแต่งเพลง “ผักชีเฮเว่น” ที่มีเนื้อหาบอกเล่าถึงประโยชน์ต่างๆ ของผักชีไทยและความชื่นชอบผักชีไทยของชาวญี่ปุ่น ในข่าวรายงานว่าที่มาของการเกิดกระแสชื่นชอบผักชีไทยในประเทศญี่ปุ่น อาจเกิดมาจากชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่เคยมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทย ชื่นชอบอาหารไทยและได้เรียนรู้การทำอาหารไทย แต่สิ่งที่ชื่นชอบมากเป็นพิเศษก็คือ ผักชีไทย เนื่องจากมีกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ มีรูปลักษณ์ใบหยักสวยงามและมีสีเขียวสด เมื่อกลับไปเปิดร้านอาหารที่ประเทศญี่ปุ่น จึงได้มีการนำผักชีไทยมาใช้เป็นส่วนผสมของอาหาร และมีคนสนใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข่าวดังกล่าวนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าคิดต่อว่า นอกจากกลิ่นและรสชาติที่เป็นสิ่งดึงดูดใจผู้บริโภคแล้ว ผักชีไทยมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร การที่คนไทยส่วนใหญ่ใช้ผักชีเพียงโรยหน้าตกแต่งอาหาร หรือบริโภคแกล้มกับของว่างหรือน้ำพริกเท่านั้น เป็นการเสียโอกาสในการบริโภคผักที่มีประโยชน์ซึ่งปลูกได้ภายในประเทศหรือไม่
                สำหรับในวันนี้จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาทำความรู้จักกับผักชีไทยให้มากขึ้น ผักชีไทยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Coriandrum sativum L. มีชื่อสามัญว่า Coriander (โครีแอนเดอร์) ในประเทศไทยมีชื่อเรียกอื่นตามท้องถิ่น เช่น จังหวัดนครพนม เรียกว่า “ผักหอม” จังหวัดกระบี่ เรียกว่า “ยำแย้” เป็นต้น ผักชีจัดเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถปลูกได้ตลอดปี แต่ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงฤดูหนาวที่มีอากาศเย็น ทำให้ผักชีโตเร็วกว่าฤดูอื่น แม้ในเมนูอาหารไทยมักไม่ได้ใช้ผักชีเป็นวัตถุดิบหลัก แต่เป็นผักที่เป็นที่ต้องการของตลาดและราคาสูง ผักชีเป็นผักที่ใช้ได้ทั้งต้นและใบ รวมถึงส่วนรากและเมล็ดที่มักนำมาใช้ทำเป็นเครื่องแกง น้ำแกงหรือน้ำซุป เนื่องจากมีกลิ่นหอมทำให้เพิ่มรสชาติของอาหารให้น่ารับประทานขึ้น แหล่งปลูกผักชีที่สำคัญในประเทศไทย เช่น จังหวัดราชบุรี และจังหวัดนครปฐม เป็นต้น
                ด้านสรรพคุณทางภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย ใบผักชีไทยมีสรรพคุณช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้อาการกระหายน้ำ แก้อาการไอ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน และแก้อาการวิงเวียนศีรษะ นอกจากนี้ส่วนเมล็ดผักชีซึ่งนิยมใช้ในการปรุงอาหารในลักษณะเครื่องเทศ ก็มีสรรพคุณช่วยให้เจริญอาหาร ช่วยละลายเสมหะ ช่วยรักษาอาการปวดท้อง แก้อาการบิด แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ และช่วยย่อยอาหาร
                สำหรับคุณค่าทางโภชนาการของผักชีไทย 100 กรัม พบว่า ประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต 3.67 กรัม น้ำตาล 0.87 กรัม เส้นใย 2.8 กรัม ไขมัน 0.52 กรัม และโปรตีน 2.13 กรัม โดยมีวิตามินซีประมาณ 27 มิลลิกรัม และวิตามินเอประมาณ 340 มิลลิกรัม รวมถึงมีวิตามินชนิดอื่นด้วย ได้แก่ วิตามินบี วิตามินเค และวิตามินอี นอกจากนี้ยังมีแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม แมงกานีส ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม และสังกะสี นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารพฤกษเคมีที่สำคัญ ได้แก่ สารกลุ่ม Flavonoid (ฟลาโวนอยด์) สารกลุ่ม Lactone (แลคโตน) สารกลุ่ม Tannin (แทนนิน) และสารกลุ่ม Carotenoid (แคโรทีนอยด์) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านการก่อมะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด ลดความดันเลือด ลดไขมันในเลือด และกำจัดโลหะหนัก
                สิ่งดึงดูดที่สำคัญประการหนึ่งของผักชีไทย คือ การมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ทำให้อาหารน่ารับประทาน เนื่องจากมีองค์ประกอบของน้ำมันหอมระเหย โดยเฉพาะสารกลุ่ม Monoterpenes (โมโนเทอร์ปีน) เช่น สาร Linalool (ลินาโลออล) ซึ่งนอกจากจะให้กลิ่นหอมเฉพาะตัวแล้ว ยังมีสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ด้วย
                จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นว่าผักชีไทยมีสรรพคุณและคุณค่าทางโภชนาการที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ แต่อย่างไรก็ตามมีการกล่าวถึงความเป็นพิษของการบริโภคผักชีไทยอยู่เหมือนกัน เป็นต้นว่าหากรับประทานมากเกินไปจะทำให้มีกลิ่นตัวแรง หรือผู้ที่มีประวัติแพ้ผักจำพวกคื่นช่าย ยี่หร่า กระเทียม อาจมีโอกาสแพ้ผักชีด้วย โดยลักษณะอาการแพ้ที่พบได้ เช่น เป็นผื่นที่ผิว เยื่อบุจมูกและตาอักเสบ เป็นต้น สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องให้ความใส่ใจ คือ ก่อนนำผักชีมาใช้ต้องล้างให้สะอาด เพื่อลดการตกค้างของสารเคมีหรือยาฆ่าแมลง โดยอาจล้างผักชีตามแนวทางที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแนะนำไว้ เช่น ผสมเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำอุ่น 20 ลิตร แล้วแช่ผักไว้เป็นเวลา 15 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดปริมาณสารตกค้างได้ 80%-95% หรือผสมเกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำ 4 ลิตร แช่ผักไว้เป็นเวลา 10 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดปริมาณสารตกค้างได้ 27-38% โดยผักที่ล้างเสร็จแล้วก็สามารถนำไปปรุงอาหารหรือบริโภคสดได้
                ผักชีไทยเป็นผักชนิดหนึ่งที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีและสามารถหาซื้อได้ง่าย จากข้อมูลที่กล่าวมาจะเห็นว่า ผักชีไทยมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ ไม่ได้มีประโยชน์แค่ใช้โรยหน้าเพียงอย่างเดียว จึงหวังว่าบทความนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดเมนูใหม่จากผักชีไทยมากขึ้นและคนไทยหันมารับประทานผักชีไทยกันมากขึ้น

แหล่งอ้างอิง
กองพัฒนาศักยภาพผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. ๒๕๔๙. เอกสารเผยแพร่ เรื่อง
“การขจัดสารพิษในผักผลไม้”
ดวงจันทร์ เกรียงสุวรรณ. ๒๕๔๗. พืชผักผลไม้ไทยมีคุณค่าเป็นทั้งอาหารและยา ตอน "ผักชี. วันที่ค้น
ข้อมูล ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๙, เข้าถึงได้จาก http://natres.psu.ac.th/radio/radio_article/
radio46-47/46-470027.htm
นพมาศ สุนทรเจริญนนท์. ม.ป.ป. ผักชีของไทย ดังไกลถึงญี่ปุ่น แล้วประโยชน์คืออะไร. วันที่ค้นข้อมูล
๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๙, เข้าถึงได้จาก http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/
ไทยรัฐออนไลน์. ๒๕๕๙. “ผักชีฟีเวอร์” ญี่ปุ่นทึ่งสรรพคุณภูมิปัญญา“ยาไทย” ที่ยังไร้สิทธิบัตร.
วันที่ค้นข้อมูล ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๙, เข้าถึงได้จาก http://www.thairath.co.th/content/683372
  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.03 seconds. Snitz Forums 2000