สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 ภาวะอ้วนลงพุงต้นเหตุของโรคร้ายทำลายสุขภาพ
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

5652 Posts

Posted - 11 Mar 2017 :  11:34:04  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2560


ภาวะอ้วนลงพุงต้นเหตุของโรคร้ายทำลายสุขภาพ
สุดสายชล หอมทอง


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


                สวัสดีครับท่านผู้ฟังวันนี้มีเรื่องราวดีๆ มาให้ท่านฟังกันอีกแล้วนะครับ วันนี้จะนำเรื่องราวของภาวะอ้วนลงพุงมาให้ท่านได้รับฟังกันนะครับ ภาวะอ้วนลงพุง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าภาวะเมแทบอลิกซินโดรม (metabolic syndrome) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการของภาวะผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและการสลายสารอาหารต่างๆ หรือเมแทบอลิซึมของการสลายและการดูดซึมสารอาหารในร่างกายนั่นเอง ภาวะนี้เป็นปัญหาทางสุขภาพที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งโรคเบาหวานอีกด้วย โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้กล่าวว่าโรคเบาหวานเป็นหนึ่งในสาเหตุของการเจ็บป่วย และการตายอันดับต้นของคนไทย ซึ่งสอดคล้องกับการที่มีคนไทยมีภาวะอ้วนลงพุงสูงขึ้นมาก นอกจากนี้สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ชี้ว่าประชากรอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีความชุกของโรคความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 21.4 และมีความชุกของโรคเบาหวานเท่ากับร้อยละ 6.9 หรือประมาณ 3.5 ล้านคน สอดคล้องกับผลการสำรวจที่พบผู้มีภาวะอ้วนลงพุงในผู้หญิงสูงถึงร้อยละ 45 และพบภาวะดังกล่าวในผู้ชายร้อยละ 18.6 เหตุเหล่านี้เป็นเหตุปัจจัยของภาวะอ้วนลงพุงที่กำลังคร่าชีวิตคนไทยเพิ่มมากขึ้น และเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมเมือง จนทำให้หลายฝ่ายรณรงค์ให้คนไทยลดพุง
                ภาวะอ้วนลงพุงนี้จะมีความเกี่ยวข้องกับระบบเอนโดครินและกระบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกาย โดยลักษณะทั่วไปของภาวะนี้จะมีการเพิ่มขึ้นของเซลล์ไขมันบริเวณลำตัวช่วงเอวหรือช่วงท้องปริมาณมากจึงทำให้มีลักษณะอ้วนตรงกลางลำตัวอย่างชัดเจน โดยมักจะเกิดร่วมกับการมีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ ได้แก่ระดับเอชดีแอลโคเลสเตอรอลลดลง ระดับไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังพบภาวะความดันโลหิตสูงและระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอีกด้วย สำหรับคนที่เป็นโรคอ้วนโดยปกติจะพิจารณาจากค่าดัชนีมวลกาย หรือ เรียกย่อว่าบีเอ็มไอ โดยคนใดมีค่าบีเอ็มไอตั้งแต่ 25 ขึ้นไป เรียกว่า น้ำหนักตัวเกิน แต่ถ้ามีค่าดรรชนีมวลกายตั้งแต่ 30 ขึ้นไป เรียกว่า เป็นโรคอ้วน แต่สำหรับกลุ่มเสี่ยงของการเกิดภาวะอ้วนลงพุงส่วนใหญ่เกิดในคนอ้วนลงพุง ซึ่งในผู้ชายไม่ควรมีรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร...ผู้หญิงไม่ควรเกิน 80 เซนติเมตร ระดับไขมันเอชดีแอลโคเลสเตอรอลในเลือดต่ำกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ในผู้ชาย หรือต่ำกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตรในผู้หญิง ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์มากกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ความดันโลหิตมากกว่าหรือเท่ากับ 130/85 มิลลิเมตรปรอท และมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลลิตร นอกจากนี้พันธุกรรมก็สามารถส่งผลให้คนในสายสกุลมีความเสี่ยงต่อภาวะนี้ตามไปด้วย แม้บางครั้งอาจไม่แสดงออกชัดเจน เพราะยีนที่ก่อโรคอาจไม่รุนแรงพอ
                ในปัจจุบันได้มีรายงานว่าการเกิดภาวะอ้วนลงพุงนั้นมีอาจมีสาเหตุมาจากการดื้อต่ออินซูลินและความอ้วน โดยการดื้อต่ออินซูลินจะทำให้เกิดการสะสมของไตรกลีเซอไรด์และทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ส่วนความอ้วนบริเวณพุงจะทำให้เกิดความดันโลหิตสูงและระดับไขมันผิดปกติ สำหรับการรักษาภาวะอ้วนลงพุงนี้จะใช้การรักษาแบบใช้ยาและไม่ใช้ยา การรักษาที่ไม่ใช้ยาได้แก่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยลดน้ำหนัก เพราะการลดน้ำหนักจะสามารถเพิ่มความไวของอินซูลินได้ โดยการที่จะลดน้ำหนักได้นั้นต้องมีการควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกาย โดยควรออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน สำหรับการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารนั้นควรปฏิบัติดังนี้ 1. ควรรับประทานคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานช้าๆ ข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือ ประมาณ 3 ทัพพีต่อวัน ไม่ควรรับประทานมากกว่านั้น เฉลี่ยรับประทานมื้อละ 1 ทัพพี เพราะในอาหารประเภทอื่นๆ เช่น เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และนม ก็มีพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตติดมาด้วยทุกชนิดอยู่แล้ว หลีกเลี่ยงการใช้แป้งขาว ข้าวขัดขาว งดน้ำตาล และพวกขนมอบกรอบ ซึ่งนอกจากจะให้พลังงานเร็วแล้ว ยังมีไขมันอิ่มตัวที่อันตรายต่อสุขภาพ 2. ควรรับประทานอาหารที่เป็นโปรตีนที่มีไขมันต่ำ รับประทานประมาณวันละ 6 ช้อนกินข้าว หรือมื้อละประมาณ 2 ช้อนกินข้าว ในรูปของโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วแระ ถั่วลันเตา ลูกเดือย ข้าวโพด หรือโปรตีนจากปลา โดยเฉพาะปลาในทะเลน้ำลึก ซึ่งนอกจากมีไขมันน้อยแล้ว ยังเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัวอีกด้วย สำหรับบางท่านที่ไม่ชอบทานเนื้อสัตว์ อาจจะดื่มนมพร่องหรือขาดมันเนย แทนก็ได้ วันละ 1-2 แก้ว ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสัตว์ใหญ่ เช่น วัว และหมู เนื่องจากกระบวนการย่อยของคนเราทำให้กากอาหารเหล่านี้ค้างอยู่ในลำไส้นานหลายวัน เกิดภาวะเป็นพิษ 3. ควรรับประทานไขมันเท่าที่จำเป็นเท่านั้น 4. ควรรับประทานผักให้มากๆ ทั้งผักสดและผักสุก ซึ่งผักเป็นกลุ่มอาหารที่ให้พลังงานน้อยที่สุด ควรรับประทานให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 ทัพพีของผักสุก หรือผักสด วันละไม่น้อยกว่า 12 ทัพพี 5.ควรรับประทานผลไม้ วันละ 3-4 ส่วน แต่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีแป้งและน้ำตาลสูงเช่น มะม่วง กล้วย มันเทศ เผือกเป็นต้น สำหรับการรักษาภาวะอ้วนลงพุงที่ใช้ยานั้นก็จะเป็นการใช้ยาลดโคเลสเตอรอล ยาลดระดับไขมัน ยาลดความดันโลหิต ยารักษาโรคเบาหวาน เป็นต้น แต่การใช้ยารักษานั้นต้องอยู่ภายใต้การดูแลและการแนะนำของแพทย์ แต่ทางเลือกของการรักษาที่ดีที่สุดควรจะรักษาแบบควบคุมอาหารร่วมกับการออกกำลังกาย
                ด้วยความเร่งรีบในการใช้ชีวิตในสังคมเมือง บวกกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ รอบตัวทำให้คนเมืองยากที่จะหลุดพ้นจากภาวะอ้วนลงพุง โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความเสี่ยงสูงซึ่งต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน ขาดการออกกำลังกาย กินอาหารฟาสต์ฟู้ด น้ำอัดลม น้ำหวานเป็นประจำ นอกจากนี้ ความเครียด ความชรา ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้ควบคุมภาวะอ้วนลงพุงได้ยาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกิน หรือความอ้วนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะก่อให้เกิดโรคร้ายแรงตามมา เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมองตีบ ตัน หรือแตก โรคเบาหวานในอนาคต เป็นต้น จากข้อมูลที่ท่านผู้ฟังได้ฟังไปแล้วจะเห็นได้ว่าภาวะอ้วนลงพุงหรือภาวะเมแทบอลิกซินโดรมกำลังกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญระดับประเทศ ดังนั้นถ้าท่านไม่อยากเห็นตัวท่านหรือคนรอบข้างท่านมีภาวะอ้วนลงพุงก็ควรมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมอาหารและรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ มั่นตรวจสุขภาพประจำปีเป็นประจำ และสิ่งที่สำคัญคือควรมีความเครียดให้น้อยที่สุดเท่านี้ท่านก็จะไม่มีความเสี่ยงต่อภาวะอ้วนลงพุงในที่สุด

แหล่งอ้างอิง
กิตติคุณ ยั้งยืน. ๒๕๕๙. ภาวะอ้วนลงพุง หรือภาวะเมแทบอลิกซินโดรม. R&D Newsletter. ๒๓ (๒),
๑๗-๒๐
โรงพยาบาลเหริภุญชัย เมโมเรียล. ๒๕๕๙. โรคอ้วนลงพุง Metabolic Syndrome.
Sunanta. ๒๕๕๔. เมตาบอลิกซินโดรม ภัย! คนอ้วนลงพุง. วันที่เข้าถึงข้อมูล ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙. เข้าถึงได้
จาก http://www.thaihealth.or.th/Content/9668-E0%B8%AD%E0%B9%89%E0%B8%A7
%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%87.html
  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.03 seconds. Snitz Forums 2000