สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292ดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 ยาแก้อักเสบกับยาฆ่าเชื้อ.........ความแตกต่างที่ควร
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author  Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

5557 Posts

Posted - 11 Mar 2017 :  11:35:16  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2560


ยาแก้อักเสบกับยาฆ่าเชื้อ.........ความแตกต่างที่ควรรู้
อนุเทพ ภาสุระ


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


                ปัจจุบันมีรายงานเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดจากการใช้ยาผิดประเภทเป็นจำนวนมาก สาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการที่ผู้ป่วยหาซื้อยารับประทานเองจากร้านขายยาที่เปิดกันมากจนมีจำนวนแทบจะพอ ๆ กับร้านสะดวกซื้อ ทั้งนี้ผู้ป่วยอาจจะคิดว่าอาการเจ็บป่วยของตนเองยังไม่จำเป็นที่จะต้องไปพบแพทย์ ทำให้บางคนไปซื้อยามารับประทานเองโดยไม่ได้บอกอาการเจ็บป่วยให้กับเภสัชกรผู้จ่ายยาหรือปรึกษาแพทย์เลย เหตุการณืดังกล่าวนี้จึงอาจจะทำให้ผู้ป่วยได้รับยาที่ไม่ถูกต้องหรืออาจจะได้รับยาโดยไม่จำเป็น และยังส่งผลเสียต่อสุขภาพของตนเองอีกด้วย วันนี้ผู้เขียนจึงอยากจะขอยกตัวอย่างความแตกต่างของยาแก้อักเสบกับยาฆ่าเชื้อมาให้ท่านผู้ฟังได้ทราบ เพื่อเป็นการเพิ่มความเข้าใจและป้องกันความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องของยาทั้งสองชนิดนี้ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ผู้ใช้มักจะมีความสับสนในการใช้ อันอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้
                การอักเสบ (Inflammation) เป็นกลไกของร่างกายที่พยายามปกป้องตนเองเพื่อจัดการสิ่งกระตุ้นที่เป็นอันตรายให้ออกจากร่างกาย เช่น เชื้อโรค เซลล์ที่เสื่อมสภาพ หรือสารระคายเคืองต่าง ๆ การอักเสบจึงเป็นกระบวนการรักษาซ่อมแซมของร่างกาย แม้ว่าบางครั้งสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบจะเป็นเชื้อจุลินทรีย์ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา ที่เข้ามาก่ออันตรายแก่ร่างกาย แต่การอักเสบอาจจะไม่ใช่การติดเชื้อ การติดเชื้อเกิดจากจุลินทรีย์ในขณะที่การอักเสบเป็นเพียงการตอบสนองที่มีประโยชน์ของภูมิคุ้มกันในร่างกายเพื่อต่อต้านและกำจัดจุลินทรีย์ก่อโรคต่าง ๆ ออกไป หากมีการอักเสบเกิดขึ้นแต่ไม่มีการติดเชื้อแสดงว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายได้กำจัดจุลินทรีย์หรือสิ่งแปลกปลอมออกไปแล้ว แต่ถ้าหากว่าเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายไม่ถูกกำจัดออกไป อาจเกิดความเสียหายของเนื้อเยื่อมากขึ้นจนเกิดการอักเสบขึ้นมา ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลาที่ท่านผู้ฟังเดินสะดุดหกล้มเป็นแผล ตอนนั้นท่านผู้ฟังจะมีอาการปวด แผลบวมแดง หากจับดูจะรู้สึกร้อนนิด ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะอาการเหล่านี้ลดลงพร้อม ๆ กับแผลก็เริ่มหายไปเองจากการเยียวยาของร่างกายเราเองที่เรียกว่า กระบวนการอักเสบแบบเฉียบพลัน ซึ่งการอักเสบนี้ช่วยในการหายของแผล ช่วยกำจัดเชื้อโรค และเป็นผลดีกับร่างกาย แต่ในทางตรงข้ามหากการอักเสบที่รอยแผลนั้นเพิ่มมากขึ้นและดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนเกิดการอักเสบเรื้อรังหรือมีหนองขึ้นมา แสดงว่ามีกลไกการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการทำลายเชื้อโรคบริเวณรอยแผลนั้น
                การอักเสบเกิดขึ้นโดยกระบวนการของร่างกายที่จะรักษาเยียวยาให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ คืนสู่สภาวะปกติ แต่หากว่าการอักเสบนั้นก่อให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อของร่างกายอาจส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น ข้ออักเสบรูมาทอยด์ หลอดเลือดหัวใจ หรือแม้แต่มะเร็ง ดังนั้น การอักเสบจึงควรถูกควบคุมให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมโดยการใช้ยาแก้อักเสบหรือยาต้านการอักเสบ (anti-inflammatory drugs) ที่มีฤทธิ์ไปลดสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ ผลก็คือ การอักเสบจะลดลง อาการปวดลดลง แต่เนื่องด้วยยาต้านการอักเสบนี้มีทั้งที่เป็นสารสเตียรอยด์และที่ไม่ใช่สารสเตียรอยด์ ดังนั้น หากมีความจำเป็นที่จะต้องรับประทานยาต้านการอักเสบ ควรจะเลือกยาต้านการอักเสบแบบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ และควรรับประทานยาต้านการอักเสบเฉพาะเวลาที่มีอาการอักเสบเท่านั้น หากไม่มีอาการแล้ว ไม่ควรรับประทานต่อ เพราะสารต้านการอักเสบมีผลข้างเคียงที่อันตราย เช่น มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารทำให้เป็นแผลหรืออาจจะทำให้กระเพาะอาหารทะลุได้ หรืออาจทำให้เกิดอาการไตวาย เป็นต้น ดังนั้นการรับประทานยาต้านการอักเสบจำเป็นที่จะต้องระมัดระวังอย่าให้ท้องว่างและไม่จำเป็นต้องทานยาจนหมด หากอาการอักเสบหายเมื่อใด หยุดยาได้ทันทีครับ
                ส่วนการติดเชื้อเกิดจากการที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายแล้วเพิ่มจำนวนมากขึ้นจนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถกำจัดหรือเยียวยาเองได้ ทำให้ปริมาณเชื้อโรคเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วและเป็นอันตรายต่อร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น การเจ็บคอที่เริ่มต้นจะมีเพียงการอักเสบคืออาการเจ็บคอและเสมหะใสซึ่งอาจเกิดจากการที่ร่างกายพยายามกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งอาจจะเป็นไวรัสหรือฝุ่นละอองที่ทำให้เกิดการอักเสบที่คอ ในระยะนี้ร่างกายมีระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรค เช่น เม็ดเลือดขาวที่ใช้ป้องกันการบุกรุกของเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย แต่เมื่อใดก็ตามที่เชื้อโรคมีมากจนภูมิต้านทานหรือเม็ดเลือดขาวสู้ไม่ได้ก็จะมีอาการเจ็บคอมากขึ้นและมีเสมหะเป็นสีเขียว แสดงว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียเกิดขึ้นแล้ว ในระยะนี้จำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษาโดยการใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) ซึ่งเป็นยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งหรือทำลายเชื้อโรคจำพวกแบคทีเรีย ซึ่งในปัจจุบันยังมีความเข้าใจผิดในการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นอย่างมาก คนจำนวนมากใช้ยาปฏิชีวนะผิดวิธีโดยไม่ได้ตั้งใจและก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมา กลไกการออกฤทธิ์ของยาปฏิชีวนะมีกระบวนการทำลายและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียหลายกลไก เช่น ทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrane) ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ (Cell Wall) ก่อกวนการสังเคราะห์สารพันธุกรรมในเซลล์ของเชื้อโรค เป็นต้น แม้ว่าการใช้ยาปฏิชีวนะจะให้ผลดีในการรักษาการติดเชื้อ แต่มีข้อพึงระวังในการใช้ เช่น ควรใช้ยาปฏิชีวนะเมื่อเกิดการติดเชื้อจากแบคทีเรียเท่านั้น หากเกิดการอักเสบธรรมดาที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อก็ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะการใช้ยาปฏิชีวนะต้องใช้ให้เหมาะสมและตรงกับชนิดของโรคที่จะรักษา การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อและการได้รับยาไม่ครบตามปริมาณและในขนาดที่เหมาะสม เช่น หยุดยาก่อนกำหนดหรือไม่รับประทานยาปฏิชีวนะจนหมดแผงตามที่แพทย์จ่ายให้ จะมีผลเสียคือ ทำให้เชื้อโรคนั้นดื้อยา เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อดังกล่าวจะไม่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดเดิมในระดับปกติ จำเป็นที่จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะตัวใหม่ที่มีความแรงมากขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลเสียต่อร่างกายตามมามากมาย เช่น ยาปฎิชีวนะไปทำลายจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลให้การสร้างและ/หรือการดูดซึมวิตามินเคสูญเสียไป และในบางกรณีเกิดผลข้างคียงจากการแพ้ยาปฏิชีวนะอีกด้วย
                ท่านผู้ฟังคงจะเห็นถึงความแตกต่างระหว่างยาแก้อักเสบและยาฆ่าเชื้อแล้วนะครับว่าควรจะใช้เมื่อใดและควรจะใช้อย่างไร ยาแก้อักเสบสามารถหยุดการใช้ได้เลยหากอาการดีขึ้น ส่วนยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะจะต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและใช้ให้ครบตามกำหนดเพื่อกำจัดเชื้อโรคให้หมดไปจากร่างกาย อย่างไรก็ตามการรับประทานยาเหล่านี้ควรจะต้องอยู่ภายใด้การควบคุมดูแลของแพทย์หรือขอคำแนะนำจากเภสัชกรก่อนใช้เสมอ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของทุกท่านครับ

แหล่งอ้างอิง
มนัสวี แสงวิเชียรกิจ. 2555. ระวัง! ยาฆ่าเชื้ออาจฆ่าคุณ (โดยไม่รู้ตัว). ชีวจิต. 14(330): 92-94.
สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. 2557. เจ็บคออย่ามัวแต่กินยาแก้อักเสบ. หมอชาวบ้าน. 35(417): 28-30.
   Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.03 seconds. Snitz Forums 2000