สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 “รางจืด” สมุนไพรชายป่าที่ควรหาไว้เกาะรั้ว
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

6289 Posts

Posted - 24 Dec 2018 :  13:14:21  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2562


“รางจืด” สมุนไพรชายป่าที่ควรหาไว้เกาะรั้ว
เบญจวรรณ ชิวปรีชา


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


         รางจืดเป็นไม้เถาที่หมอพื้นบ้านในทั่วทุกภาคของไทยรู้จักและนำมาใช้รักษาโรคต่าง ๆ อย่างมากมาย มี
สรรพคุณเด่นในการถอนพิษ รางจืดมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ทันเบอร์เกีย ลอว์ริฟอเลีย (Thunbergia laurifolia) เป็นพืชที่ถูกจัดให้อยู่ในวงศ์เหงือกปลาหมอ (Acanthaceae) มีชื่อพื้นบ้านอื่น ๆ อีก ได้แก่ รางเย็น ยาเขียว เครือเขาเขียว น้ำนอง ขอบชะนาง กำลังช้างเผือก ดุเหว่า ทิดพุด ลักษณะทั่วไปเป็นไม้เถาล้มลุก ลำต้นทอดเลื้อย ส่วนล่างของลำต้นมีเนื้อไม้หนาเหนียว ลำต้นส่วนยอดด้านในมีลักษณะกลวง ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ทิ้งระยะค่อนข้างห่าง รูปรี หรือรูปหอก ปลายแหลม ขอบหยักตื้น แผ่นใบหนาเกลี้ยง มีเส้นใบหลักแตกออกจากโคนใบ 3 เส้น ดอกแบบช่อกระจะ ออกตามซอกใบหรือปลายกิ่งเป็นช่อห้อย ดอกสมบูรณ์เพศ ดอกย่อยมีขนาดใหญ่ กว้าง 8-9 เซนติเมตร มี กลีบเลี้ยง 2 กลีบห่อโคนดอกไว้มีต่อมน้ำต้อยบริเวณโคนกลีบ เมื่อแกะกลีบเลี้ยงออกดูจึงมักพบมดดำจำนวนมากหากินน้ำต้อยอยู่ที่โคนดอก กลีบดอกมี 5 กลีบ แบบรูปปากเปิด โคนหลอดดอกทั้งด้านนอกและด้านในมีสีครีม กลีบดอกสีม่วงอ่อน หรือม่วงอมน้ำเงิน ผลแบบแห้งแตก ทรงกลม ถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบทั่วไปตามชายป่าดิบ ป่าละเมาะ ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ออกดอกติดผลเดือนพฤศจิกายน ถึงมกราคม แต่บางช่วงที่ฝนชุกก็อาจออกดอกได้เรื่อย ๆ พบได้ทุกภาคของประเทศไทย
         สารพฤกษเคมี ของรางจืด ประกอบไปด้วย กลุ่มโพลีฟีนอล (polyphenol) ได้แก่ กรดฟีนอลิค(phenolic acid) เช่น กรดแกลลิก (gallic acid), กรดคาเฟอิค (caffeic acid) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันกระบวนการของโรคร้ายต่าง ๆ, กรดโปรโตคาเทคซูอิค (protocatechuic acid) และกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoid) ได้แก่ อาพิจินิน (apigenin) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่สามารถยับยั้งพิษของสารหนู และอาพิจินิน กลูโคไซด์ (apigenin glucoside) คุณค่าทางโภชนเภสัชของรางจืด ในตัวอย่างรางจืดแห้ง 100 กรัม มีสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ เบต้าแคโรทีน 0.64 มิลลิกรัม แซนโทฟิลด์ 1.59 มิลลิกรัม วิตามินซี 13.26 มิลลิกรัม วิตามินอี 0.0089 มิลลิกรัม แทนนิน 11.08 มิลลิกรัม สารประกอบฟินอลิก 109.67 มิลลิกรัม ค่าดัชนีต้านอนุมูลอิสระ 6.25 ซึ่งจัดอยู่ในระดับปานกลาง
         ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี ได้รายงานการวิจัยโดยใช้หนูเป็นสัตว์ทดลองพบว่า รางจืดป้องกันการทำลายเซลล์ตับ ช่วยฟื้นฟูตับที่ได้รับพิษจากแอลกอฮอล์ ลดการทำลายเซลล์ประสาทหนูทดลองเนื่องจากอาการขาดเหล้า และลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดได้ ทั้งนี้ฝ่ายเภสัชกรรม ได้ให้ข้อมูลว่า รางจืดเป็นสมุนไพรที่ชาวบ้านใช้ต้มดื่มต่างชา ช่วยลดอาการในระหว่างเลิกเหล้าได้ แต่ไม่มีสรรพคุณที่ทำให้ดื่มเหล้าแล้วไม่เกิดอาการเมา ซึ่งก็ตรงกับการใช้รางจืดเป็นสมุนไพรแก้อาการเมาค้างของ “หมอหนอม ราชแก้ว” แพทย์พื้นบ้านที่มีชื่อเสียงในอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา นำรางจืดมาใช้ในการลดระดับแอลกอฮอล์ ในผู้ที่มีอาการเมา ปวดศีรษะ และอ่อนเพลีย โดยใช้ใบรางจืดที่มีลักษณะไม่แก่ไม่อ่อนจนเกินไป จำนวน 25 ใบ นำมาตำแล้วเติมน้ำลงไป 3 ใน 4 แก้ว คั้นน้ำรางจืดให้ดื่ม หลังจากดื่มจะอาเจียน แล้วให้ทานกล้วยตาม 2-3 ลูก หรือขนุน 2-3 ชิ้น ประมาณ 20 นาที ผู้ป่วยจะสามารถลุกไปทำงานต่อได้
         การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่นต่าง ๆ จากรางจืด ส่วนของราก ต้มน้ำดื่มแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษไข้ พิษเบื่อเมา ถอนพิษ แก้น้ำเหลืองเสีย ขับฤดู ระดูขาว แก้หนองใน ส่วนของเถา แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษไข้ พิษเบื่อเมา พิษผิดสำแดงพิษปวดแสบปวดร้อน พิษร้อนทั้งปวง ส่วนของใบ ต้มน้ำราดแผลที่ถูกสัตว์มีพิษกัด เช่น งู ผึ้ง ต่อ แตน มด ตะขาบ หรือตำพอกแก้น้ำร้อนลวก แก้ผื่นแพ้ ลมพิษ แก้ปวดบวม ต้มดื่มแก้อาการเมาค้าง เป็นยาล้างไต เข้ายาลูกประคบแก้ปวดเข่า ชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยงใช้ใบสดกินและตำพอก หรือต้มน้ำราดแผลที่ถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย เช่น งู ผึ้ง ต่อ แตน มด ตะขาบ
         ในขณะที่การใช้รางจืดเพื่อการแก้พิษตามหลักการแพทย์แผนไทย มีการใช้มานานและเป็นที่ยอมรับค่อนข้างมาก โดยใช้น้ำคั้นใบสดให้ผู้ป่วยที่กินสารกำจัดแมลง ดื่มเป็นการปฐมพยาบาล ก่อนนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล มีรายงานการศึกษาครั้งแรกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการทดลองในหนูขาว โดยให้หนูได้รับพิษ “โพลิดอล” ซึ่งเป็นสารกำจัดแมลงชนิดหนึ่งอยู่ในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต พบว่า ใบรางจืดสามารถลดอัตราการตายของหนูจากพิษโพลิดอลได้ดีพอควร แม้ยังไม่ทราบถึงกลไกการแก้พิษนี้ก็ตาม นอกจากนี้โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ทำการศึกษาโดยเก็บข้อมูลเบื้องต้นของการใช้รางจืดรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากสารฆ่าหญ้า “พาราควอท” พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับพาราควอท ที่เข้ารักษาในโรงพยาบาลมักเสียชีวิต แม้ว่าจะมีการรักษาตามขั้นตอนของการแก้พิษ คือ การให้ยาขับปัสสาวะ ยาถ่าย ทำให้อาเจียนและล้างท้อง แต่หลังจากใช้รางจืดรักษาควบคู่กับวิธีของทางโรงพยาบาล พบว่าผู้ป่วยรอดชีวิตร้อยละ 51 ซึ่งมากกว่าการรักษาแบบปกติของโรงพยาบาล ผู้นิยมสมุนไพรยังแจ้งผลการใช้มาว่า รางจืดสามารถแก้พิษได้อีกหลายอย่าง เช่น สุนัขซึ่งถูกวางยาเบื่อ รอดชีวิตเพราะเจ้าของคั้นน้ำรางจืดให้กิน หรือในอดีตคนที่ถูกวางยาก็มักจะแก้ด้วยรางจืด รวมทั้งแก้พิษเบื่อเมาจากเห็ดป่า ผักหวาน ว่านพิษ หรือจากสัตว์มีพิษกัดต่อย
         ชารางจืดยังช่วยเพิ่มการหลั่งโดปามีน (dopamine) ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกมีความสุข แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน เนื่องจากส่วนต่าง ๆ ของรางจืดสะสมผลึกแคลเซียมออกซาเลตที่อาจเป็นสาเหตุของนิ่วได้ เมื่อท่านผู้ฟังได้ทราบถึงสรรพคุณที่มากประโยชน์ของรางจืดแล้ว หากจะนำมาปลูกประดับให้เลื้อยอยู่ริมรั้วสักต้น ท่านอาจได้รับประโยชน์ในยามจำเป็นหรือฉุกเฉินไม่น้อยทีเดียว

เอกสารอ้างอิง
ฝ่ายเภสัชกรรม. 2561. รางจืดตัวช่วยอดเหล้า. วันที่ค้นข้อมูล 3 พฤษภาคม 2561, เข้าถึงได้จาก: http://aph.ijustdemo.com/category,
พิชามญชุ์ อัครยศพงศ์ และคณะ. 2553. รางจืดแก้พิษ. วันที่ค้นข้อมูล 5 พฤษภาคม 2561.เข้าถึงได้จาก: http://www.ttmed.psu.ac.th/blog.php?p=68.
สุธรรม อารีกุล. 2552. องค์ความรู้เรื่องพืชป่าที่ใช้ประโยชน์ทางภาคเหนือของประเทศไทย เล่ม 3. อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน), กรุงเทพฯ.
  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000