สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการสุขภาพดี-ชีวีมีสุข
 Time out เมื่อเด็กทำตัวไม่น่ารัก
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

6334 Posts

Posted - 24 Dec 2018 :  13:44:08  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2562


Time out เมื่อเด็กทำตัวไม่น่ารัก
อาจารย์ปุณญิศาฐ์ จรินทร์ธนันต์


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


         สวัสดีค่ะ ท่านผู้ฟังรายการ “สุขภาพดีชีวีมีสุข” วันนี้คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ขอเสนอเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็ก เรื่องการทำโทษแบบ “time out” เมื่อเด็กทำตัวไม่น่ารักค่ะ
         หลายๆท่านคงเคยได้ยินสุภาษิตที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” ที่หมายถึง การอบรมสั่งสอนหรือการลงโทษเมื่อเด็กกระทำความผิด ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และไม่ทำพฤติกรรมนั้นอีก แต่ในปัจจุบันสุภาษิตนี้ค่อยๆเลือนหายไป เนื่องจากเราไม่นิยมทำโทษเด็กด้วยวิธีการที่รุนแรงกันแล้ว แต่เราจะทำโทษเด็กกันอย่างไร เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้โดยไม่เกิดบาดแผลทางร่างกายและจิตใจ
         ปัจจุบันการทำโทษเด็กด้วยวิธีการ time out หรือการแยกเด็กออกมาจากสิ่งกระตุ้นหรือความสนใจรอบข้างชั่วคราวเพื่อให้เด็กได้สงบสติอารมณ์ เป็นวิธีที่นิยมนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย สามารถช่วยในการปรับพฤติกรรมเด็กได้ดีในเด็กอายุประมาณ 2-10 ปี เป็นวิธีที่ใช้ทำโทษเมื่อมีการทำผิดหรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เด็กมีอารมณ์โกรธ โวยวายอาละวาด เช่น ในเด็กเล็กที่อาละวาดทำร้ายข้าวของ หรือในเด็กโตที่ไม่เชื่อฟังคำสั่ง แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง นอกจากนี้ยังช่วยให้พ่อแม่ได้สงบอารมณ์เช่นกัน
         การทำ time out นั้น พ่อแม่จะให้เด็กนั่งหันหน้าเข้ามุมใดมุมหนึ่งของห้อง หยุดกิจกรรมต่างๆที่เด็กทำอยู่ ให้เด็กสงบด้วยตนเอง ซึ่งจะใช้ระยะเวลาเท่ากันอายุของเด็ก เช่น เด็กอายุ 5 ปี จะใช้เวลาทำ time out ที่ 5 นาที ถ้าลงโทษนานเกินไป เด็กเล็กๆอาจลืมได้ว่าทำไมถึงถูกลงโทษด้วยยการทำ time out และพ่อแม่จะต้องมีท่าทีที่จริงจัง ใช้น้ำเสียงที่หนักแน่น แต่ไม่ใช่การตะวาด หรือใช้อารมณ์ในการคุยกับเด็ก ซึ่งมีวิธีการดังนี้
         1. ก่อนการทำโทษพ่อแม่ควรเตือนให้เด็กรู้ตัวก่อนเมื่อมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
         2. หากเด็กยังไม่หยุดพฤติกรรมดังกล่าว พ่อแม่ต้องเตือนบอกก่อนว่าจะให้เด็กทำอะไร เช่น “ลูกต้องหยุดทำลาย?? ของเดี๋ยวนี้ แล้วไปนั่งบนเก้าอี้ตรงนั้น”
         3. หากเด็กไม่ปฏิบัติตาม พ่อแม่ต้องพาเด็กไปยังตำแหน่งที่เตรียมไว้ นำสิ่งของต่างๆ เช่น ของเล่น หนังสือ ออกจากบริเวณดังกล่าว ไม่ควรขังเด็กในที่แคบ มืด เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ ตามลำพัง เพราะเด็กอาจฝังใจ รับรู้ว่าสถานที่ดังกล่าวไม่ปลอดภัย กลัวที่มืดและแคบ
         4. บอกให้เด็กทราบว่าต้องนั่งสงบนิ่งนานเท่าใด ในเด็กเล็กที่ยังไม่เข้าใจเรื่องเวลาควรหานาฬิกาใหญ่ๆมาตั้งและชี้ให้เด็กดูเข็มนาฬิกาว่าต้องนั่งนานเท่าใด
         5. ในขณะที่ทำ time out พ่อแม่ควรอยู่ใกล้ๆเพื่อประเมินพฤติกรรมและความปลอดภัยของเด็ก ไม่ควรให้ความสนใจหรือพูดโต้ตอบกับเด็ก
         6. ในเด็กเล็กหรือการทำ time out ในครั้งแรกๆ เด็กอาจยังไม่เข้าใจการลงโทษ เด็กอาจลุกออกมาจากบริเวณที่ทำ time out ก่อนครบเวลาที่กำหนด พ่อแม่ต้องให้เด็กเริ่มต้นใหม่ โดยบอกให้เด็กรู้ว่าอยู่ในระหว่างการทำโทษและต้องนั่งอยู่ตรงนี้จนครบตามเวลาที่กำหนด
         7. หากเด็กยังคงร้องไห้ โวยวาย แม้จะครบตามเวลาที่กำหนดแล้ว ควรให้เด็กนั่งต่อไป จนกว่าเด็กจะสงบหรือควบคุมสติตนเองได้ เมื่อเด็กสงบลงสักพักจึงให้เด็กลุกออกมาได้
         8. เมื่อหมดเวลา พ่อแม่ควรให้ความสนใจเด็กทันที อธิบายพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น สอนให้เด็กเข้าใจว่าพฤติกรรมใดที่เหมาะสม และพฤติกรรมใดที่ไม่เหมาะสมไม่ควรกระทำอีก ห้ามใช้อารมณ์แง่ลบพูดคุย หรือทำโทษเด็กอีก
         การทำ time out จะได้ผลดี เมื่อพ่อแม่ทำทันทีเมื่อเด็กทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น เมื่อเด็กไม่พอใจ อาละวาดโดยการปาของเล่นใส่คนอื่น พ่อแม่ควรบอกให้เด็กหยุดพฤติกรรมดังกล่าว หากเด็กยังไม่หยุดพฤติกรรมดังกล่าว จึงทำโทษด้วยการทำ time out และเก็บของเล่นไม่ให้เด็กเล่นสักพัก 1-2 วัน เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ว่าการลงโทษครั้งนี้เกิดจากพฤติกรรมใด และจะไม่กล้าทำพฤติกรรมอีก
         ถึงแม้ว่าการทำ time out จะเป็นวิธีที่ช่วยให้เด็กและพ่อแม่ได้ทบทวนและสงบอารมณ์ได้ดี แต่พ่อแม่ควรเสริมแรงทางบวกให้เด็กด้วยเสมอ เช่น เมื่อเด็กสามารถอยู่ได้จนครบเวลาที่กำหนด ชื่นชมเด็กที่สามารถทำได้ตามกติกา และถ้าไม่อยากถูกลงโทษอีกก็ต้องไม่กระทำพฤติกรรมนั้นอีก หรืออาจใช้วิธีการทำ time in ในช่วงต้นเมื่อเด็กทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดยการนำเด็กออกมาจากเหตุการณ์หรือสถานการณ์กระตุ้น พูดคุยกับเด็กด้วยเหตุและผลของการแสดงพฤติกรรมดังกล่าว ปลอบประโลมความรู้สึกจนกว่าจะเข้าใจและสงบลง แต่ถ้าการทำ time in ไม่ได้ผล เด็กไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ หรือแสดงพฤติกรรมที่ก้าวร้าวมากยิ่งขึ้น พ่อแม่จึงค่อยทำ time out เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และไม่ให้เด็กรู้สึกยังคงได้รับความสนใจเมื่อแสดงพฤติกรรมไม่ดี เพราะจะไม่สามารถปรับพฤติกรรมของเด็กได้
         แม้ในหลายๆครั้งการพูดคุยให้เด็กเข้าใจอาจดูเป็นเรื่องยาก แต่ก็ไม่ยากเกินที่สอนสิ่งต่างๆให้เด็กได้เรียนรู้ ด้วยเหตุผล ที่สำคัญพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็ก เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้และซึมซับพฤติกรรมที่ดี ตลอดจนการเสริมแรงทางบวกเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ดี เพื่อให้เด็กเกิดความภูมิใจและรักษาพฤติกรรมที่ดีต่อไปนะคะ
         แล้วพบกับสาระดีๆเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพในคราวต่อไปนะคะ สวัสดีค่ะ

แหล่งอ้างอิง
พญ.จริยา ทะรักษา. ปรับพฤติกรรมเด็กยากจริงหรือ. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2561 ที่ www.si.mahidol.ac.th/sidortor/e-pl/admin/article_files
Amarin Baby&Kids. ลงโทษ Time out วิธีนี้ดีหรือไม่ ลูกจะรู้สึกอย่างไร. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2561 ที่ https://www.amarinbabyandkids.com/parenting/toddler/timeout/
The Asianparent Editorial Team. เมื่อไหร่ควรลงโทษลูกแบบ time in หรือ time out. สืบค้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2561 ที่ https://th.theasianparent.com/เมื่อไหร่ควรลงโทษลูกแบบ-time-in-หรือ-time-out
  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.06 seconds. Snitz Forums 2000