สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 เปปไทด์ จากถั่วเหลืองกับการทํางานของสมอง
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

6289 Posts

Posted - 15 Jan 2019 :  15:16:05  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2562


เปปไทด์ จากถั่วเหลืองกับการทํางานของสมอง
ชัชวิน เพชรเลิศ


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


         สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญและมีบทบาทอย่างมากในการดำรงชีวิต การดูแลและบำรุงสมองจึงเป็นสิ่งที่ผู้คนในยุคนี้ไม่ว่าจะเป็นวัยเรียน หรือวัยทำงานหันมาใส่ใจให้ความสำคัญกันมากขึ้น และการให้สารอาหารที่ดีมี ประโยชน์จะทำให้สมองของเราพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์
         ถั่วเหลือง มีชื่อวิทยาศาสตรว่า Glycine max (L) Merr. เป็นพืชตระกูลถั่วที่มีคุณค่าทางโภชนาการหลากหลาย ประกอบด้วยสารอาหารหลัก ได้แก่คาร์โบไฮเดรต (มีประมาณร้อยละ 30) ไขมัน (ประมาณร้อยละ 19) และ ถั่วเหลืองมีโปรตีนร้อยละ 36-46 โดยนํ้าหนัก และมีสารอื่นๆ ได้แก่ ไอโซฟลาโวน (iso#64258;avones) ไฟเตท (phytate) โซยาโปนิน (soyaponins) ไฟโตสเตอรอล (phytosterol) วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ
         โปรตีนเป็นสารประกอบที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่ หน่วยย่อยของโปรตีนคือ กรดอะมิโนที่เรียงต่อกันด้วยพันธะเปปไทด์ (peptide bond) เรียกว่า สายเปปไทด์ (peptide chain) ซึ่งสายเปปไทด์นี้อาจเรียกต่างกันตามจำนวนกรดอะมิโนที่มาเรียงต่อกัน โดยถ้ามีกรดอะมิโน 2 โมเลกุลมาเรียงต่อกันด้วยพันธะเปปไทด์จะเรียกว่า ไดเปปไทด์ หากเป็นกรดอะมิโน 3 โมเลกุล เรียก ไตรเปปไทด์ เมื่อมีจำนวนกรดอะมิโนต่อกันมากกว่า 10 โมเลกุลจะเกิดเป็นสายโพลีเปปไทด์ หากมีกรดอะมิโนจำนวนมากกว่า 50 โมเลกุลจะถือว่าเป็นโปรตีน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เปปไทด์ คือ โมเลกุลที่เล็กๆ ของโปรตีนนั่นเอง ซึ่งข้อดีของเปปไทด์สายสั้นๆ มีอยู่หลายประการ ได้แก่ สามารถดูดซึมได้ที่ผนังลำไส้เล็กได้เร็วกว่าการดูดซึมกรดอะมิโนเดี่ยวๆ เนื่องจาก การดูดซึมในเวลาที่เท่ากัน ไดเปปไทด์ดูดซึมครั้งหนึ่งสามารถดูดซึมได้กรดอะมิโน 2 โมเลกุล และ ไตรเปปไทด์ดูดซึมได้ครั้งละ 3 โมเลกุลเมื่อเทียบกับกรดอะมิโนที่เข้าได้ครั้งละเพียง 1 โมเลกุล นอกจากนี้กลไกการดูดซึมของกรดอะมิโนและเปปไทด์ต้องอาศัยตัวพา โดยตัวพาเปปไทด์ของเซลล์เยื่อบุผนังลำไส้สามารถจับกับเปปไทด์ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนที่มีฤทธิ์เป็นได้ทั้งกรด ด่าง และเป็นกลาง แต่การดูดซึมกรดอะมิโนอิสระมีตัวพาจำเพาะของกรดอะมิโนแต่ละชนิดซึ่งส่งผลให้อัตราการดูดซึมไม่เท่ากัน อีกทั้งระบบตัวพาในการดูดซึมของไดเปปไทด์และไตรเปปไทด์ยังดีกว่ากรดอะมิโนอิสระอีกด้วย
         Soy peptide คือ โปรตีนจากถั่วเหลืองในหน่วยย่อยระดับเปปไทด์ได้จากการนําถั่วเหลืองมาผ่านกระบวนการย่อยด้วยเอนไซม์ โปรตีเอส เมื่อเข้าสู่ร่างกาย โปรตีนดังกล่าวจะถูกดูดซึมบริเวณลําไส้เล็ก แล้วเข้าสู#63242;กระบวนการย่อยให้มีขนาดเล็กในระดับกรดอะมิโน จึงจะสามารถนําไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้โดยกรดอะมิโนจําเป็น (indispensable amino acids) เป็นสารสําคัญที่ช่วยในการนําส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาท หลังจากนี้ สมองจะนํากรดอะมิโนไปใช้ในการสังเคราะห์สารสื่อประสาท (neurotransmitters) ต่อไป เช่น แคททีโคลามีน (catecholamines) และเซโรโทนิน (serotonin) Yimit และคณะ (2012) ศึกษาผลของการได้รับเปปไทด์จากถั่วเหลืองในอาสาสมัครสุขภาพดีจํานวน 10 คน พบว่า อาสาสมัครที่ได้รับเปปไทด์จากถั่วเหลืองปริมาณ 8 กรัม ละลายในนํ้า 200 มิลลิลิตร เมื่อตรวจวัดการไหลเวียนของเลือดในสมอง พบว่า สมองบางบริเวณมีการไหลเวียนของเลือด แสดงให้เห็นว่าสมองได้รับการกระตุ้นภายหลังการได้รับเปปไทด์จากถั่วเหลืองเป็นเวลา 24 ชั่วโมง อาสาสมัครมีปริมาณอะดรีนาลิน (adrenalin) ในเลือดตํ่าลง แต่มีปริมาณโดพามีน (dopamine) ในเลือดสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนการได้รับ อย่างไรก็ตาม จํานวนตัวอย่างในการศึกษานี้ค่อนข้างน้อยและไม่มีกลุ่มควบคุมสําหรับเปรียบเทียบผลการศึกษา เปปไทด์และอนุพันธ์ของเปปไทด์ มีบทบาทในการควบคุมกระบวนการทํางานของร่างกาย เช่น ฮอร์โมน สารสื่อประสาท อย่างไรก็ตาม อาหารที่มีส่วนประกอบของเปปไทด์หรือโปรตีนที่ผ่านกระบวนการย่อยแล้ว อาจไม่สามารถแสดงคุณสมบัติออกฤทธิ์ทางชีวภาพได้เนื่องจาก มีเพียงโปรตีนและเปปไทด์ปริมาณเล็กน้อยเท่านั้นที่จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรงและออกฤทธิ์ทางชีวภาพได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อเข้าสู่ร่างกาย โปรตีนและเปปไทด์จะต้องผ่านเยื่อบุทางเดินอาหารและเอนไซม์ที่ทําหน้าที่ย่อยโปรตีนจากกระเพาะอาหารและตับอ่อนก่อน ในขณะที่กระบวนการย่อยโปรตีนในทางเดินอาหารภายในร่างกายนั้นผลิตเปปไทด์ได้จํานวนมากกว่าและสามารถแสดงคุณสมบัติออกฤทธิ์ทางชีวภาพได้ โดยสรุป เปปไทด์หรือโปรตีนที่ผ่านกระบวนการย่อยจนมีสายสั้นนั้นเป็นสารอาหารที่จําเป็นสําหรับร่างกายและสมอง สมองจําเป็นต้องได้รับเพื่อนําไปใช้ในการสร้างสารสื่อประสาท ถึงแม้จะมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่า เปปไทด์ จากถั่วเหลืองช่วยเพิ่มการไหลเวียนของสมองและเพิ่มปริมาณสารสื่อประสาท เช่น โดพามีน แต่ผลของการได้ รับเปปไทด์จากถั่วเหลืองที่มีต้อประสิทธิภาพการทํางานของสมองเป็นการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างจํานวนน้อย และยังขาดรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับกลไกการออกฤทธิ์ที่ชัดเจน ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ อาหารที่มีส่วนประกอบของเปปไทด์จากถั่วเหลืองโดยกล่าวอ้างประสิทธิภาพการทํางานของสมอง ในขณะที่ผลิตภัณฑ์อาหารอื่นๆ เช่น นมถั่วเหลือง เต้าหู#63243; เต้าฮวย ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มีส่วนประกอบของถั่วเหลือง ดังนั้น การกินผลิตภัณฑ์อาหารดังกล่าวก็จะได้รับเปป ไทด์จากถั่วเหลืองด้วยเช่นกัน ผู้บริโภคจึงควรคํานึงถึงประโยชน์และความเหมาะสมก่อนตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ สุขภาพเพื่อนํามาบริโภค

เอกสารอ้างอิง
ดวงจันทร เฮงสวัสดิ์. (2552). จับตามอง “Soy Peptide” เครื่องดื่มบํารุงสมอง?. วารสารอาหาร, 39(3), 233-234.
Bourre, J.M. (2006). Effect of nutrients (in food) in the structure and function of the nervous system: Update on dietary requirements for brain. Part2: macronutrients. Journal of Nutrition and Health Aging, 10(5), 386-399.
Cederroth, C.R., Nef, S. (2009). Soy, phytoestrogens and metabolism: A review. Molecular and Cellular Endocrinology, 304(1-2), 30-42.
Read, R.S.D. (2002). Macronutrient innovations and their educational implications: Proteins, peptides and amino acids. Asia Pacific Journal of Clinical Nutrition, 11(s6), s174-83.
Yimit, D., Hoxur, P., Amat, N., Uchikawa, K., Yamaguchi, N. (2012). Effects of soybean peptide on immune function, brain function, and neurochemistry in healthy volunteers. Nutrition, 28(2), 154-159.
  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000