สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการสุขภาพดี-ชีวีมีสุข
 ดื่มน้ำผึ้งแทนน้ำตาล ดีต่อสุขภาพ…จริงหรือ?
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

6289 Posts

Posted - 15 Jan 2019 :  15:54:18  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2562


ดื่มน้ำผึ้งแทนน้ำตาล ดีต่อสุขภาพ…จริงหรือ?
ผู้ช่วยศาสตราจารย์อังคนา จงเจริญ


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


         สวัสดีค่ะ รายการ “สุขภาพดีชีวีมีสุข” ขอนำเสนอเกร็ดความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ในตอนที่มีชื่อว่า “ดื่มน้ำผึ้งแทนน้ำตาล ดีต่อสุขภาพ…จริงหรือ?” ที่หลายคน มีความเชื่อว่า “ดื่มน้ำผึ้งแทนน้ำตาล มีผลดีต่อสุขภาพ” นั้น ก่อนอื่น เราควรทราบก่อนว่า น้ำผึ้งเป็นน้ำหวานที่อยู่ในรังผึ้ง ได้จากการที่ผึ้งดูดน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ แล้วนำมาเก็บสะสมในรังผึ้ง ความหวานจากน้ำผึ้งเป็นความหวานจากน้ำตาลฟลุคโตสซึ่งเป็นน้ำตาลธรรมชาติ ที่มีอยู่ในผลไม้รสหวาน จัดเป็นน้ำตาลชนิดโมเลกุลเดี่ยว ที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้เป็นพลังงานได้เลย ส่วนน้ำตาลทราย ที่เราใช้ในการปรุงอาหาร เป็นน้ำตาลซูโครส หรือน้ำตาลชนิดโมเลกุลคู่ เมื่อบริโภคเข้าไป ต้องผ่านการย่อย ให้กลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวก่อน ร่างกายจึงจะสามารถดูดซึมและใช้เป็นพลังงานได้ ดังนั้นการบริโภคน้ำผึ้งก็เป็นการบริโภคน้ำตาลเช่นกัน แต่ในน้ำผี้ง 1 ส่วนประกอบด้วย น้ำตาลประมาณ 70-80% ส่วนอีก 20-30% เป็น น้ำ แร่ธาตุ วิตะมิน กรด และโปรตีน น้ำผึ้งจึงมีประโยชน์ต่อร่างกายเมื่อเทียบกับการบริโภคน้ำตาลทรายในปริมาณเท่ากัน
         มีการนำน้ำผึ้งมาบริโภคเพื่อใช้ในการบำรุงสุขภาพ แบ่งตามประโยชน์และการนำมาใช้ ดังต่อไปนี้
         1. ใช้บำรุงและต้านข้ออักเสบ โดยผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชาในน้ำส้มหรือแอปเปิ้ลไซเดอร์ 2 ช้อนชา ลงในน้ำร้อน 1 แก้ว ชงดื่ม
         2. ใช้แก้อาการท้องผูก โดยรับประทานกล้วยน้ำว้าจิ้มน้ำผึ้ง ช่วยในการลดอาการท้องผูกได้
         3. ใช้แก้อาการนอนไม่หลับ โดยชงน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมน้ำอุ่นหรือชาดอกไม้ เช่น ชาดอกคาโมมายล์ ดื่มก่อนนอนจะช่วยให้หลับสบายขึ้น เนื่องจากน้ำผึ้งเป็นยาระงับประสาทอ่อน ๆ
         4. ใช้บรรเทาอาการไอ โดยใช้น้ำอุ่น 1 แก้ว ผสมน้ำผึ้ง ½ ช้อนโต๊ะ แล้วบีบมะนาว 1 ซีก ใส่เกลือเล็กน้อย ชงดื่ม
         5. ใช้ลดความดันโลหิตสูง โดยบดงาดำให้ละเอียดแล้วคลุกกับน้ำผึ้ง ชงกับน้ำร้อนดื่มให้ความดันโลหิตสูงลดลง
         6. ใช้เพื่อป้องกันการเกิดโรค น้ำผึ้งมีสารที่ออกฤทธิ์ป้องกันการเกิดเนื้องอกหรือมะเร็งในลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้น้ำผึ้งยังมีสารที่ช่วยในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อราบางชนิด
         น้ำผึ้งมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับชนิดของดอกไม้ในแต่ละภูมิประเทศ คนไทยนิยมบริโภคน้ำผึ้งจากรังผึ้ง ที่ผึ้งสร้างจากเศษเกสรดอกไม้และน้ำเมือกที่ผลิตจากตัวผึ้ง ตามตำราสูตรยาสมุนไพรไทยโบราณ เชื่อว่าน้ำผึ้งเดือน 5 เป็นน้ำผึ้งที่ดีที่สุด เนื่องจากในช่วงนั้นมีเกสรดอกไม้หลายชนิด และอากาศในช่วงนั้นแห้ง ทำให้น้ำผึ้งมีความเข้มข้นสูงและมีความชื้นน้อย ในสมัยโบราณ ชาวบ้านจึงมักไปหารังผึ้งเพื่อเอาน้ำหวานจากรังผึ้งในช่วงเวลานั้น นอกจากนี้ ยังมีน้ำผึ้งที่สกัดจากเกสรดอกไม้อีกหลายชนิด เช่น น้ำผึ้งดอกไม้ป่า ดอกลิ้นจี่ ดอกลำไย ดอกทานตะวัน เป็นต้น
         หากจะบริโภคน้ำผึ้ง ควรทราบถึงลักษณะของน้ำผึ้งที่มีคุณภาพดี น้ำผึ้งที่มีคุณภาพ ควรมีความข้นและหนืดพอสมควร มีสีตามธรรมชาติตั้งแต่สีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาลใส ไม่ขุ่นทึบ มีกลิ่นหอมของน้ำผึ้งตามชนิดของดอกไม้ ปราศจากกาก ไขผึ้ง หรือเศษตัวผึ้งปะปน และไม่มีวัสดุแขวนลอยต่าง ๆ ไม่มีกลิ่นบูดเปรี้ยว ไม่มีฟอง ไม่มีการใส่สารปรุงแต่งสี กลิ่น รส หากทดสอบได้ ให้หยดน้ำผึ้งลงในแก้วน้ำชา แล้วคน ถ้าเป็นน้ำผึ้งแท้เมื่อคนให้เข้ากันจะไม่ละลายในทันที ไม่ควรเก็บน้ำผึ้งไว้เกินปีครึ่ง เพราะหากเก็บไว้นานกว่านี้ สี กลิ่น รส จะเปลี่ยนไป อีกทั้งควรซื้อน้ำผึ้งจากผู้ขายที่เชื่อถือได้
         การบริโภคอาหาร ควรคำนึงถึงพลังงานที่ควรได้รับใน 1 วัน ซึ่งกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่าใน 1 วัน เพศชายควรได้รับพลังงาน 1,800-2,500 กิโลแคลอรี่ ในขณะที่ผู้หญิงควรได้รับพลังงาน 1,500-2,000 กิโลแคลอรี่ อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่า การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไป จะก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย โดยเฉพาะการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ได้แก่ โรคอ้วนลงพุง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพจึงรณรงค์ให้บริโภคน้ำตาลลดลง คือไม่ควรรับประทานเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน รวมน้ำตาลที่ปรุงในอาหารและน้ำตาลที่มีในน้ำผึ้ง โดยน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ (20 กรัม) ให้พลังงานประมาณ 60 กิโลแคลอรี่ ดังนั้นควรบริโภคอาหารให้สมดุลและเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย เพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดี แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้ากับสาระดี ๆ เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพจากรายการ “สุขภาพดี ชีวีมีสุข” นะคะ สวัสดีค่ะ

บรรณานุกรม
Thailand Honey. (2018). วันที่ค้นข้อมูล 13 กรกฎาคม 2561, เข้าถึงได้จาก http://www.thailand-th.net/thailand_honey.html
สุทธิพงษ์ พงษ์วร. (2553). มหัศจรรย์น้ำผึ้ง. วันที่ค้นข้อมูล 13 กรกฎาคม 2561, เข้าถึงได้จาก http://www.scimath.org/article-biology/item/261-2010-06-03-07-07-08
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2561). ความรู้เกี่ยวกับโภชนาการ. วันที่ค้นข้อมูล 13 กรกฎาคม 2561, เข้าถึงได้จาก https://www.anamai.moph.go.th/main.php?filename=sitemap
  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000