สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการมนุษย์กับสังคม
 ทำอย่างไรให้คนรัก
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

6420 Posts

Posted - 19 Jun 2019 :  12:19:53  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2562


ทำอย่างไรให้คนรัก
อาจารย์ ขันทอง วิชาเดช


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


         สวัสดีครับ ท่านผู้ฟังทั้งหลาย วันนี้ก็มีเรื่องมาเล่าสู่กันฟังเหมือนเดิม คนเรานั้นจะอยู่ตามลำพัง โดดเดี่ยว โดยไม่พบปะสังสรรค์ ไม่พูดคุย หรือไม่คบค้าสมาคมกับคนทั้งหลายนั้น เป็นไปไม่ได้ เราอยู่คนเดียวโดยไม่พึ่งพาคนอื่นไม่ได้เลย ดังนั้น นักปราชญ์ของตะวันตกที่ชื่อว่า อริสโตเติล จึงให้ข้อคิดว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” หรือนักปราชญ์ของจีนคือ เม่งจื่อ ก็พูดทำนองเดียวกันว่า “มนุษย์ต้องพึ่งพากัน” เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ทำอย่างไร เราจึงจะเป็นที่รักใคร่ เป็นที่ยกย่องของคนทั้งหลาย เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระพุทธเจ้า ทรงแนะนำวิธีปฏิบัติเอาไว้ ๗ ข้อ เนื้อหามีดังนี้
         ๑. ไม่เห็นแก่ได้ หรือหวังผลประโยชน์จากผู้อื่น ความสัมพันธ์ที่เรามีต่อกันจะเป็นความอบอุ่น พึ่งพาอาศัยกันได้ตลอดเวลา สบายกายสบายใจ เห็นน้ำใสใจจริงทั้งสองฝ่าย สัมพันธภาพทางสังคมแบบนี้แหละที่เรียกว่า กัลยาณมิตร คือ เนื้อแท้ของความเป็นเพื่อน เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งที่จะนำชีวิตไปสู่ความเจริญงอกงาม
         ๒. ไม่หวังสักการะ คือ อามิสสินจ้าง เป็นวัตถุข้าวของเงินทอง สิ่งตอบแทนต่าง ๆ หรือรับปากเอาไว้ว่า ถ้าได้สิ่งนี้แล้ว ก็จะเลื่อนตำแหน่งหน้าที่การงานเป็นค่าตอบแทนระหว่างกัน ถ้าเราคบกันด้วยเจตนาแบบนี้ คำว่า เพื่อนแท้ เราจะหาไม่ได้เลย
         ๓. ไม่หวังชื่อเสียง ควรเข้าใจเบื้องต้นและต้องไม่ลืมว่า เกียรติยศ ชื่อเสียง เป็นหนึ่งในโลกธรรม ๘ เป็นเรื่องธรรมดาที่มีอยู่คู่กับโลก มันมาง่าย และก็เสื่อมง่าย ถ้าเรามุ่งหวังจะให้ตัวเองเป็นคนมีชื่อเสียง ก็จะทำทุกอย่างออกแนวจัดฉากว่าเป็น “คนเด่น คนดัง” เพื่อมุ่งหวังอย่างสองข้อแรกคือ ได้ลาภสักการะ อย่างที่เราเคยได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า “ทำบุญเอาหน้า” ไม่ประกาศชื่อก็ไม่ทำแล้วบุญกุศล
         ๔. เป็นผู้มีหิริ คือ ละอาย ต่อพฤติกรรมที่เสียหายทางกาย ทางวาจา และทางใจ เช่น ด่าว่า เกลียดชังผู้อื่น ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยทำอะไรให้เราเจ็บช้ำน้ำใจเลย คนที่มีความละอาย พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นบุคคลผู้มีทรัพย์อย่างหนึ่ง เรียกว่า หิริธนะ ทรัพย์คือ ความละอาย ละอายต่อความชั่วทั้งหลาย
         ๕. เป็นผู้มีโอตตัปปะ คือ สะดุ้งกลัวต่อความไม่ดีไม่งามทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นทางกาย ทางวาจา และทางใจ ข้อนี้ต่อเนื่องมาจากความละอายเพราะอยู่คู่กันตลอด เช่น ให้ละอายใจที่ไม่เดินข้ามทางม้าลาย หรือให้ละอายใจไปบีบแตรไล่คนเดินข้ามทางม้าลาย กลัวจะแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีออกมา หิริโอตตัปปะ เป็นธรรมที่คุ้มครองโลกให้งดงาม ดีต่อตัวผู้ปฏิบัติ พระพุทธเจ้า ก็ตรัสว่า เป็นทรัพย์เช่นเดียวกัน เรียกว่า โอตตัปปธนะ
         ๖. ไม่ริษยาคนอื่น บางทีเราใช้คำว่า อิจฉา แทนก็มี แต่ใช้ในความหมายเดียวกันคือ ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี เห็นเขาได้ดีก็ทนอยู่ไม่ได้ เห็นผู้อื่นได้ดีแล้วไม่สบายใจ ทุรนทุรายเป็นทุกข์อยู่คนเดียว ดังนั้น พระท่านจึงสอนว่า อย่าไปริษยาคนอื่น ให้คนอื่นเขาอิจฉาเรา เพราะเรามีดีคนอื่น ๆ ถึงต้องอิจฉา ความริษยาเป็นมลทินแก่ชีวิต เป็นข้อผูกมัดไม่ให้เราก้าวไปถึงความมุทิตาคือ ยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
         ๗. ไม่มีความตระหนี่ หรือพูดง่าย ๆ ว่า ไม่ขี้เหนียว เป็นคนใจกว้าง รู้จักให้แบ่งปัน เสียสละทรัพย์สิ่งของให้แก่ผู้อื่น ความตระหนี่เป็นศัตรูกับการให้ทาน ดังนั้นเราต้องเอาชนะความขี้เหนียวให้ได้ ให้คิดอยู่เสมอเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่ตนเองว่า การให้หรือทานเป็นบารมีอย่างหนึ่งของพระโพธิสัตว์
         เมื่อปฏิบัติได้ทั้ง ๗ ประการนี้แล้ว พระพุทธเจ้า ยืนยันว่า จะเป็นที่รัก ที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของเพื่อนทั้งหลาย แต่ถ้าทำตรงกันข้าม จะมีแต่คนเกลียดเรา

แหล่งอ้างอิง
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
เล่มที่ ๒๓. กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.
  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000