สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการสุขภาพดี-ชีวีมีสุข
 ร้อนจนแทบจะไหม้
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

6420 Posts

Posted - 19 Jun 2019 :  13:32:52  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2562


ร้อนจนแทบจะไหม้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์วชิราภรณ์ สุมนวงศ์


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


         สวัสดีคะท่านผู้ฟังรายการ “สุขภาพดี ชีวีมีสุข” โดยคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วันนี้มีเรื่องดี ๆ มาเล่าสู่กันฟังเช่นเคยนะคะ สำหรับวันนี้ที่อากาศในบ้านเรามีอุณหภูมิสูงขึ้น แม้แต่ลมที่พัดมาสัมผัสกับตัวเรายังรู้สึกได้ถึงความร้อน เราจึงจะมาคุยกันในชื่อเรื่องว่า “ร้อนจนแทบจะไหม้” ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับผลเสียของอากาศที่ร้อนจนเกิดผลเสียต่อสุขภาพ โดยทางการแพทย์จะเรียกโรคนี้ว่า “โรคลมแดด หรือ ฮีตสโตรก (Heat stroke)” ซึ่งพบมากในสภาพปัจจุบันที่มีภาวะโลกร้อนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับเมืองไทยของเราเองก็มีอากาศที่ร้อนโดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนที่จัดว่าเป็นเดือนที่มีอากาศร้อนจัดของบ้านเรา จนหลายจังหวัดของประเทศไทยติดอันดับเมืองที่มีอุณหภูมิสูงสุดของโลกในระดับต้น ๆ กันแล้ว
         ฮีตสโตรก เป็นภาวะที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวกับความร้อนที่เกิดขึ้น โดยปกติร่างกายของมนุษย์จะมีการรักษาความสมดุลของอุณหภูมิระหว่างความร้อนจากร่างกายและสภาพแวดล้อมภายนอก โดยอุณหภูมิจะเปลี่ยนแปลงอยู่ระหว่าง 36 ถึง 37.5 องศาเซลเซียสตลอดทั้งวัน ร่างกายจะมีการระบายเหงื่อซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการลดความร้อนที่มากเกินไปโดยต่อมใต้สมองส่วนหน้าจะทำหน้าที่เกี่ยวกับขบวนการกำจัดความร้อนออกจากร่างกาย แต่หากร่างกายปรับตัวไม่ได้ ไม่สามารถระบายความร้อนได้ตามปกติ โดยอาการอาจเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีอุณหภูมิเพิ่มสูงถึง 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป จะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อหัวใจ สมอง ไต และกล้ามเนื้อได้ และอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอาจเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้
         ฮีตสโตรก จะสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทได้แก่ ประเภทแรกเป็นฮีตสโตรกที่ไม่ได้เกิดจากการใช้กำลังกายหนัก โรคประเภทนี้เกิดจากความร้อนในสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวที่สูงมากเกินไป มักพบได้บ่อยในผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังซึ่งทำให้ไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศร้อนและการขาดน้ำ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจ ผู้ที่มีภาวะขาดน้ำ เช่น ท้องเสีย กระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาแก้แพ้บางตัว ยารักษาโรคจิต ยาเสพติด หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์จะทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัวมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่สูงกว่าคนที่ไม่ได้ดื่ม ผู้ที่เป็นโรคอ้วนก็สามารถเกิดฮีตสโตรกประเภทนี้ได้เช่นกันเนื่องจากมีไขมันที่ผิวหนังมาก ซึ่งทำหน้าที่คล้ายฉนวนกันความร้อน ทำให้คนอ้วนสามารถเก็บความร้อนได้ดี ขณะที่การระบายความร้อนออกทำได้น้อยกว่าคนทั่วๆ ไป และบริเวณผิวหนังที่มีไขมันมากมักมีต่อมเหงื่อน้อยลงด้วย นอกจากนี้คนที่ไม่มีโรคประจำตัวแต่อยู่สถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก อุณหภูมิภายนอกร้อนจัด สวมเสื้อผ้าคับการระบายอากาศไม่ดี อยู่ในที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วก็เกิดเป็นโรคนี้ได้
         ส่วนฮีตสโตรกอีกประเภทเป็น ฮีตสโตรกที่เกิดจากการใช้กำลังกายหนัก เช่น การออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป มักเกิดขึ้นกับคนอายุน้อย นักกีฬา และทหารเกณฑ์ที่ฝึกหนักในอากาศร้อนจัดและสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูง
         สำหรับอาการของฮีตสโตรกที่สำคัญคือ อาการตัวร้อนจัดขึ้นเรื่อย ๆ ผิวหนังแห้งและร้อน ไม่มีเหงื่อออก กระหายน้ำมาก ปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน คลื่นไส้ หายใจเร็ว อาเจียน ระดับความรู้สึกตัวลดลง หมดสติ ชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตลดลง ถ้าไม่ได้รับรักษาจะทำให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว
         การช่วยเหลือเบื้องต้นสำหรับผู้ที่เป็นฮีตสโตรกควรรีบนำผู้ที่มีอาการเข้าในที่ร่ม ในรายที่อาการยังไม่มากควรให้ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ แต่ถ้ามีอาการวิงเวียนหรือหน้ามืดควรจัดให้นอนราบ ยกเท้าสูง เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปสู่อวัยวะที่สำคัญ งดการดื่มน้ำเพราะอาจสำลักได้ คลายหรือถอดเสื้อผ้าออก ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น คอ รักแร้ เชิงกราน ประคบผ้าเย็นที่ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมช่วยเป่าระบายความร้อน หรือเทน้ำเย็นราดลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกายให้ต่ำลงโดยเร็วที่สุด และรีบนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาโดยเร็วที่สุด
         ฮีตสโตรกจะสามารถป้องกันได้ โดย (1) การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ถ้าไม่มีข้อห้ามควรดื่มวันละ 2 ลิตร หากทำงานในที่ร่มควรดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว การดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายสามารถปรับตัวกับสภาพอากาศที่ร้อนได้ เพราะน้ำเป็นตัวควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย โดยปกติร่างกายจะพยายามปรับอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส การสังเกตว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอหรือไม่ สามารถสังเกตได้จากสีของปัสสาวะ ถ้ามีสีเหลืองจางๆ แสดงว่าได้รับน้ำเพียงพอ แต่ถ้าปัสสาวะสีเข้มขึ้น และปริมาณปัสสาวะออกน้อย แสดงว่าได้รับน้ำไม่เพียงพอ (2)หลีกเลี่ยงอากาศที่ร้อนจัด หรืออยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนเป็นเวลานาน รวมถึงการนั่งในรถยนต์ที่จอดไว้กลางแจ้งถึงแม้จะเปิดกระจกทิ้งไว้หรือจอดรถยนต์ไว้ในที่ร่มก็ตาม เพราะอุณหภูมิในรถยนต์สามารถร้อนจัดขึ้นได้อย่างรวดเร็วทั้งการระบายอากาศก็ทำได้ไม่ค่อยดี (3) เลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา มีน้ำหนักเบาและมีการระบายความร้อนได้ดี ไม่คับหรือแน่นจนเกินไป (4) หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ที่จะเพิ่มความร้อนของร่างกาย (5) หากต้องทำงานกลางแจ้งที่มีสภาพอากาศร้อนควรมีการเตรียมตัวโดยการออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ๆ ละ 30 นาทีเพื่อให้ร่างกายได้ปรับตัวและชินกับสภาพอากาศร้อน สำหรับการออกกำลังกายอย่าให้หักโหมมากเกินไป หากเหนื่อย เพลีย หรือเสียเหงื่อมาก ๆ ควรพักเป็นระยะ เลี่ยงการออกกำลังกายในช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของวัน ควรออกกำลังกายในช่วงเช้าหรือตอนเย็นเมื่ออุณหภูมิเย็นลง
         ร้อนจนแทบจะไหม้ หรือร้อนจนเกิดภาวะฮีตสโตรกสามารถป้องกันได้ดังกล่าวข้างต้น ขอส่งกำลังใจให้ท่านผู้ฟังทุกท่านให้มีสุขภาพแข็งแรง เมื่ออากาศเย็นลง ความร้อนของอากาศบรรเทาความร้อนลง ฮีตสโตรกก็น่าจะลดลงด้วย สำหรับวันนี้เวลาก็หมดลงแล้ว ในวันนี้คงเป็นประโยชน์กับท่านผู้ฟังเพื่อไม่ให้เกิดฮีตสโตรกกันนะคะ แล้วพบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีคะ

บรรณานุกรม
ข่าวไทยพีบีเอส. เตือนป่วย “โรคจากความร้อน” 3 ปี สถิติสูง 2,457 ราย. (ออนไลน์), 2560. แหล่งที่มาของข้อมูล https://news.thaipbs.or.th/content/260852
งานการพยาบาลผู้ป่วยพิเศษทั่วไป. โรคลมแดด. (ออนไลน์), มปป. แหล่งที่มาของข้อมูล http://www. med.cmu.ac.th/hospital/ngenprivate/2013/knowledge_gen_private/132-heat-stroke.html
ชลทิตย์ จงบุญประเสริฐ. รู้ทัน...ป้องกันโรคลมแดด. (ออนไลน์), 2016. แหล่งที่มาของข้อมูล https://www.bumrungrad.com/healthspot/March-2016/heatstroke-symptoms-prevention
โรคลมแดด (Heat Stroke) วายร้ายในหน้าร้อน. (ออนไลน์), มปป. แหล่งที่มาของข้อมูล https://www.bangkokhospital.com/index.php/th/diseases-treatment/heat-stroke
Ignatavicius, D.D., & Workman, M.L. (2013). Medical-surgical nursing: Patient-centeredcollaborative care (7th ed). Philadelphia: W.B. Saunder.
Smeltzer, S.C., Bare, B.G., Hinkle, J.L., & Cheever, K.C. (2014). Brunner & Suddarth's
textbook Of medical-surgical nursing (12th ed.). Philadelphia: Wolters Kluwer
business/ LippincottWilliams & Wilkins.
  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.06 seconds. Snitz Forums 2000