สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการมนุษย์กับสังคม
 เหตุใดจึงเรียกหมาก-พลู ว่า “พระศรี”
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

6420 Posts

Posted - 09 Sep 2019 :  11:53:21  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2562


เหตุใดจึงเรียกหมาก-พลู ว่า “พระศรี”
อำพิกา สวัสดิ์วงศ์


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


         การกินหมากพลู เป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ของคนในแถบภูมิภาคเอเชียโดยมีหลักฐานประเภทลายลักษณ์อักษรที่ระบุถึงคำว่า “หมากพลู” มาตั้งแต่ 39 ปีก่อนพุทธศักราช ทั้งนี้ตามหลักฐานในประเทศไทยสันนิษฐานได้ว่า มีการกินหมากพลูในดินแดนประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยลพบุรีหรือพุทธศตวรรษที่ 16 – 20 สืบมาจนอาณาจักรสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ซึ่งเป็นยุคปัจจุบัน โดยการกินหมากพลูของคนไทยนั้นมีเครื่องประกอบเพื่อการกินหมากทั้งหมด 4 อย่าง คือ ผลหมาก ใบพลู ปูนแดงและยาเส้น บางครั้งอาจมีการใส่เครื่องหอมหรือเปลือกไม้ชนิดอื่นเพิ่มเติมเป็นการเพิ่มรสชาติ เช่น กานพลู การบูร พิมเสน เปลือกตะเคียน เปลือกสีเสียด เป็นต้น
         สำหรับความเชื่อในเรื่องที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินหมากที่แพร่หลายอย่างมากในสังคมไทยนั้นกล่าวโดยสังเขปถึงมูลเหตุได้ว่า เมื่อครั้งโบราณกาลพระมหากษัตริย์ของสยามประเทศ มีปรากฏอย่างชัดเจนเมื่อครั้งพระราชอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาได้นำวัฒนธรรมความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เข้ามาเพื่อเสริมสร้างพระเกียรติยศและพระบรมเดชานุภาพขององค์พระมหากษัตริย์อย่างถึงพร้อมที่สุด โดยทรงดำรงอยู่ในฐานะสมมุติเทพเสมือนดั่งว่าเป็นองค์อวตารของพระนารายณ์หรือพระวิษณุ ซึ่งเป็นเทพเจ้าที่สำคัญองค์หนึ่งในตรีมูรติของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ทำหน้าที่สงวนโลก (หริ) หรือกู้โลก โปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ ด้วยการอวตารมาสงเคราะห์ดับทุกข์เข็ญให้แก่โลก ดังจะเห็นได้จากการถวายพระนามของพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา เช่น สมเด็จพระรามาธิบดี สมเด็จพระราเมศวร สมเด็จพระยาราม สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นต้น รวมทั้งการใช้ตราครุฑซึ่งเป็นพาหนะของพระนารายณ์มาเป็นพระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดิน นอกจากนี้ยังมีการตั้งชื่อราชธานีให้สอดคล้องกับองค์อวตารภาคต่างๆ ของพระนารายณ์ คือ กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา ซึ่งเป็นชื่อของพระนครที่องค์อวตารของพระนารายณ์ทรงปกครอง ในปางที่ 7 คือ กรุงอโยธยาของพระรามหรือรามจันทราวตาร และปางที่ 8 คือ นครทวารกาของพระกฤษณะหรือกฤษณาวตาร
         ด้วยเหตุที่พระนารายณ์มีพระมเหสี คือ พระลักษมี หรือ พระศรี ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นพระนามสำคัญอีกนามหนึ่งที่เข้ามาเป็นพื้นฐานความเชื่อของวัฒนธรรมการกินหมากของชาวไทย เนื่องจากใบพลูเป็นใบไม้ของพระลักษมี เทวีแห่งโภคทรัพย์ ใครได้บริโภคใบพลู ผู้นั้นย่อมเป็นที่โปรดปรานของพระลักษมีและจะได้รับพรให้เกิดผลมั่งมีได้ โดยพระนามของพระลักษมี ที่ว่า “พระศรี” ราชสำนักไทยได้นำมาใช้เป็นคำราชาศัพท์ หมายถึง หมากพลู โดยนับแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาสืบมาจนถึงสมัยธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ความเชื่อในเรื่องสมมุติเทพและพระศรี ทำให้หมากพลูดำรงอยู่ในฐานะเป็นเครื่องบวงสรวงของพิธีกรรมต่างๆ ตั้งแต่พิธีกรรมในระดับรัฐจนถึงพิธีกรรมในระดับท้องถิ่น และเป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งในเครื่องราชูปโภค โดยพระมหากษัตริย์ก็ทรงมีพานพระศรีและพานพระขันหมากเป็นรูปพานสองชั้นย่อไม้สิบสอง เป็นเครื่องสูงสำหรับพระองค์ ทั้งนี้รวมถึงเครื่องประกอบราชอิสริยศของพระราชอาณาจักรไทย ที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้แก่พระบรมวงศานุวงศ์ ฝ่ายหน้าและฝ่ายในหรือผู้ที่กระทำความชอบในหน้าที่ราชการยามปกติและในราชการสงคราม เรียกว่าเครื่องอุปโภค ในสมัยกรุงศรีอยุธยา มี พาน เชี่ยนหมากพร้อมภาชนะรองรับ ครั้นต่อมาในสมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร์ได้พัฒนาเป็น พานพระศรีทองคำเครื่องพร้อม อันประกอบด้วยสิ่งต่างๆ โดยสังเขป คือ เต้าปูน ผอบ ซองพลูและซองบุหรี่ จอกหมาก มีดเจียนหมาก เป็นอาทิ
         ปัจจุบันแม้ความนิยมในการกินหมาก จะคลายความนิยมลงไปตามสังคมวัฒนธรรมเมืองและในท้องถิ่นที่ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ทว่าสถานะของหมากพลูกลับมีอิทธิพลมากขึ้นในเชิงความเชื่อ เนื่องจากเป็นสิ่งประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ที่ถือเสมือนว่า เป็นระเบียบวิธีปฏิบัติในการกระทำพิธีการให้สำเร็จอันจะขาดลงไปเสียมิได้ เช่น ในประเพณีการแต่งงานจะต้องมีการจัดขันหมากหมั้นหรือทองหมั้น, ขันหมากแต่ง อันได้แก่ ขันหมากเอก บรรจุหมากพลูซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าขันอื่นๆ, ขันหมากโท หรือขันหมากสามัญ บรรจุหมากพลู ขนมและผลไม้ต่างๆ หรือแม้แต่พิธีกรรมที่สืบเนื่องมาจากความเชื่อในท้องถิ่นต่างๆ ของไทยอันได้แก่ พิธีทำขวัญเด็ก พิธีวางศิลาฤกษ์ พิธีบรรพชาอุปสมบท พิธีส่งเคราะห์บ้านส่งเคราะห์เมืองของชาวล้านนา พิธีสวดอุบาทว์ฟ้า (จ.ยะลา) พิธีลอยเรือชาวเล(จ.ภูเก็ต) เซียงข้อง หรือ เสี่ยงข้อง(จ.มหาสารคาม) พิธีสืบชะตาเมืองเชียงใหม่(จ.เชียงใหม่) พิธีบวชต้นไม้(จ.พะเยา) เป็นต้น

แหล่งอ้างอิง
มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. (2556). เทพเจ้าและสิ่งน่ารู้พระราชนิพนธ์ ร.6. กรุงเทพฯ : ศรีปัญญา.
ส.พลายน้อย. (2554). พฤกษนิยาย. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ยิปซี.
ส.พลายน้อย. (2561). เทวนิยาย. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ยิปซีกรุ๊ป.
ส.พลายน้อย. (2561). อมนุษยนิยาย. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : ยิปซีกรุ๊ป.
เสถียรโกเศศ. (2553). ประเพณีเนื่องในการแต่งงาน. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
พิชชา ทองขลิบ. (2561). หม้อผสมปูน. ฐานข้อมูลเครื่องมือเครื่องใช้พื้นบ้าน. เข้าถึงได้จาก http://www.sac.or.th/databases/traditional-objects/th/equipment-detail.php?ob_id=28.
ศราวุฒิ วัชระปันตี. (ม.ป.ป.). เครื่องราชอิสริยยศ : เกียรติยศในราชการแผ่นดิน. วันที่ค้นข้อมูล 15 พฤษภาคม 2562, เข้าถึงได้จาก http://www.treasury.go.th/main.php?filename=knowledge.
สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน เล่มที่ 22. (ม.ป.ป.). เครื่องปั้นดินเผาทวาราวดี. เข้าถึงได้จาก http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=22&chap=2&page=t22-2-infodetail09.html.
  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.12 seconds. Snitz Forums 2000