สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 แสงสีฟ้า ภัยอันตรายใกล้ตัว
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

6420 Posts

Posted - 09 Sep 2019 :  12:55:45  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2562


แสงสีฟ้า ภัยอันตรายใกล้ตัว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อดิศร บูรณวงศ์


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


         สวัสดีครับท่านผู้ฟัง อันตรายใกล้ตัวที่ส่งผลโดยตรงกับดวงตาของเรามาก ๆ ในปัจจุบัน มาจากแสง
ในช่วงความยาวคลื่นหนึ่ง ก็คือ แสงสีฟ้า แสงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันไปแล้วอย่างปฏิเสธไม่ได้ และอยู่ในอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของพวกเราทุกคน อาทิ เช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และ โทรทัศน์ หากมองในมุมหนึ่งตอบได้เลยว่ามีประโยชน์ค่อนข้างมาก ทั้งการติดต่อสื่อสาร และใช้เพื่อความบันเทิงในยามว่าง แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งใดมีคุณอนันต์ ย่อมมีโทษมหันต์ ตามมาด้วยเช่นเดียวกัน ในบทความนี้จะนำผู้ฟังทุกท่านให้รู้จักแสงสีฟ้า ที่มาของแสงสีฟ้า อันตรายของแสงสีฟ้า จนถึงการระวังและป้องกันจากแสงสีฟ้านะครับ
         ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับแสงสีฟ้าก่อนว่าคืออะไรและมีที่มาอย่างไร “แสงสีฟ้า” หรือ “แสงสีน้ำเงิน” คือ แสงช่วงความยาวคลื่นหนึ่งที่ผสมอยู่ในช่วงแสงสีขาว หรือ บางครั้งอาจเรียกว่าเป็น แสงช่วงที่ตาของมนุษย์เรามองเห็น โดยแสงช่วงนี้จะประกอบแสงทั้งหมด 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และ แดง แสงแต่ละสีจะมีความยาวคลื่นแตกต่างกันซึ่งจะสัมพันธ์กับพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาว่าเป็นอันตรายโดยตรงกับดวงตามากน้อยเพียงใด ซึ่งหมายความว่าไม่ว่าแสงสีไหนก็ตามใน 7 สีนี้ สามารถทำลายดวงตาได้ทั้งนั้น สาเหตุที่แสงสีฟ้ามีอันตรายอย่างมาก มีหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเช่น ในทางฟิสิกส์ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างความยาวคลื่นแสงกับพลังงานของแสงไว้ว่า ถ้าความยาวคลื่นแสงน้อย คลื่นนั้นจะมีพลังงานมาก ดังนั้นถ้าเราลองเรียงลำดับความยาวคลื่นของแสงช่วงตามองเห็นจะพบว่าแสงสีฟ้ามีความยาวคลื่นน้อย จากเหตุนี้ก็เลยฟันธงได้เลยว่า แสงสีฟ้ามีพลังงานค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับแสงสี อื่นๆ อีกทั้งยังมีความสว่างสูง จึงมีความสามารถในการทำลายดวงตาของเรามากอีกด้วย
         แสงสีฟ้านั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่มีประโยชน์และประเภทที่มีอันตรายต่อดวงตา แสงที่มีประโยชน์จะเรียกว่า “บลูเทอร์ควอยซ์” ส่วนแสงสีฟ้าที่มีอันตรายจะเรียกว่า บลู – ไวโอเลต โดยเฉพาะแสงสีฟ้าประเภทพลังงานสูง ที่มีความยาวคลื่นระหว่าง 400 – 420 นาโนเมตรจะมีความรุนแรง ต่อดวงตาของเด็ก หรือวัยรุ่น เป็นอย่างมาก แสงสีฟ้าสามารถพบได้จากแหล่งกำเนิดหลัก 2 แหล่งคือ 1. จากแหล่งธรรมชาติ คือ ดวงอาทิตย์ แม้ว่าบางท่านอาจคิดว่าการอยู่ในที่ร่ม หรือในอาคาร ก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ในความเป็นจริง แสงสีฟ้าในบริเวณที่กล่าวมานี้ก็ยังมีอยู่ เพราะแสงจากดวงอาทิตย์กระทบกับโมเลกุลของน้ำ อากาศ และฝุ่น แล้วกระจายเป็นลูกโซ่ครอบคลุมทั่วบริเวณ ฉะนั้นการหลีกเลี่ยงแสงสีฟ้านั้นเรียกได้ว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยครับ แหล่งที่ 2 คือ จากแสงที่มนุษย์เป็นคนสร้างขึ้นมา เช่นหลอดไฟ โทรทัศน์ มือถือ และ คอมพิวเตอร์ โดยจะมีความเข้มของแสงไม่เท่ากันตามแต่ละชนิดของอุปกรณ์ ซึ่งแสงจากแหล่งกำเนิดนี้ควรระมัดระวังไว้ให้ดีนะครับเพราะถือว่าเป็นภัยอันตรายใกล้ตัวเราที่สุดเลย
         ส่วนนี้เราจะเจาะลึกไปยังกลไกและผลกระทบต่อดวงตาว่าเป็นอย่างไร ลองนึกภาพตามนะครับ เมื่อแสงสีฟ้าซึ่งมีความสว่างมาก ๆ จากการมองภาพหรือใช้สายตากับหน้าจอ ต่าง ๆ มากเกินไป หรือ จากปัจจัยเสี่ยงอื่น คือใช้อุปกรณ์ให้แสงสีฟ้าในสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น เล่นสมาร์ทโฟนในที่มืด และ ปิดไฟดูโทรทัศน์ เป็นต้น แสงสีฟ้าสามารถเข้าสู่จอประสาทตาโดยตรง โดยที่กระจกตาและเลนส์ตาของเราไม่สามารถจะป้องกันหรือสะท้อนแสงสีฟ้าออกไปได้ จากนั้นแสงสีฟ้าจะทำปฏิกิริยาสารเคมีที่ช่วยในการมองเห็นในจอตาที่เรียกว่า เรตินอล
แล้วกระตุ้นให้เกิดสารอนุมูลอิสระภายในลูกตา แล้วไปทำลายเซลล์ประสาทตาตายได้ อาจทำให้เกิด โรคจอประสาทตาเสื่อม หรือ โรคจอตาเสื่อมโดยจะมีอาการมองภาพตรงกลางไม่ชัด เกิดการมองภาพบิดเบี้ยวไป เหมือนมีจุดดำบังตรงกลางภาพ อาการดังกล่าวเป็นสาเหตุเกือบครึ่งหนึ่งของการสูญเสียการมองเห็นที่พบทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีวิธีในการรักษาที่ได้ผลสำหรับโรคนี้ นอกจากแสงสีฟ้าจะทำลายจอประสาทตาได้แล้ว
ภัยอันตรายเงียบอย่างอื่นที่ซ่อนอยู่ก็ยังมีอีก โดยนักวิจัยในต่างประเทศยังได้ทดลองฉายแสงสีฟ้าไปยังเซลล์ชนิดอื่น ๆ ที่มีสารเรตินอลอยู่ เช่น เซลล์หัวใจ เซลล์ประสาท หรือ แม้กระทั่งเซลล์มะเร็ง พบว่าแสงสีฟ้าทำให้เซลล์ทุกชนิดตายได้
         ยังมีผลกระทบอีกหลายอย่างที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของเรา เช่น ผลกระทบต่อวัฏจักรการตื่นหรือการนอนเมื่อได้รับแสงสีฟ้าไปสักพักร่างกายจะปรับตัว ส่งผลให้มีอาการนอนไม่หลับ ตื่นลำบาก ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอสะสมกันเป็นระยะเวลานาน สามารถก่อให้เกิดภาวะเครียดและซึมเศร้า จนส่งผลกระทบกับงานหรือชีวิตประจำวันด้วย นอกจากนี้การศึกษาหลายๆ งานได้รายงานถึง โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งบางชนิดเพิ่มขึ้นจากการได้รับแสงสีฟ้า เช่น โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก อีกทั้งการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ได้ระบุว่าแสงสีฟ้าอาจก่อให้เกิดโรคเบาหวาน โรคอ้วน รวมถึงความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอีกด้วยครับ
         จะเห็นได้ว่าแสงสีฟ้ามีผลกระทบต่อสุขภาพต่อมนุษย์ในหลายด้าน แล้วการที่จะหลีกเลี่ยงจากภัยอันตรายที่ว่านี้จะทำได้อย่างไร บทความนี้ขอแนะนำวิธีการง่ายๆ หลากหลายวิธีดังนี้ หากเราจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นระยะเวลานาน เราสามารถป้องกันได้โดยใช้แว่นที่มีเลนส์ป้องกันแสงสีฟ้า หรือติดฟิล์มกรองแสงสีฟ้าบนหน้าจออุปกรณ์ต่างๆ ทั้งนี้ก็ต้องมีความละเอียดในการเลือกสินค้าที่ได้คุณภาพจริง ๆ เพราะมีสินค้าที่แอบอ้างสรรพคุณอยู่ค่อนข้างเยอะในท้องตลาดและพิสูจน์ว่ากรองแสงสีฟ้าได้จริงนั้นทำได้ยากในเบื้องต้น แต่ถ้าไม่อยากเสี่ยงเรื่องนี้ ก็ยังมีวิธีง่ายๆ อย่างอื่นอีกครับ คือ ลดความสว่างหน้าจอมือถือและคอมพิวเตอร์เพื่อให้รู้สึกสบายตามากขึ้น พักสายตาทุก ๆ 30 – 45 นาที โดยมองไปยังวัตถุไกล ๆ หรือ ภาพต้นไม้สีเขียวเป็นเวลาประมาณ 20 นาที หรือ กระพริบตา 4 – 5 ครั้ง ใน 10 วินาที ช่วยให้ลดอาการตาแห้ง อย่างไรก็ตามวิธีการพักสายตาที่ดีที่สุดคือการนอนถ้าทำได้ยิ่งดีเลยครับ ยังมีวิธีหนึ่งที่ควรทำควบคู่ไปด้วยคือ การดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ ร่วมกับการบำรุงสายตาด้วยอาหารที่มีประโยชน์ อย่างผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองส้ม เช่น แครอท ผักบุ้ง ตำลึง มะละกอ ผักคะน้า มะม่วงสุก และ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ก็จะช่วยบำรุงสายตาได้ อย่างไรก็ตามยังมีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันมากกว่า 50 % ของผู้สูงอายุเป็นโรคเกี่ยวกับดวงตา จึงอยากแนะนำให้ผู้ที่มีอายุ 45 ปี ขึ้นไปตรวจสุขภาพทุก ๆ 1 – 2 ปี เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น โรคต้อหิน ต้อกระจก
         ที่กล่าวมาทั้งหมด ทั้งผู้เขียนและพวกเราทุกคนควรลดการใช้สายตาจากหน้าจอต่าง ๆ ซึ่งทำตามวิธีข้างต้นก็จะช่วยป้องกันอันตรายได้ นอกจากนี้ รับประทานอาหารที่มีสารอาหารบำรุงสายตา สุดท้ายควรแบ่งเวลาสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต โทรทัศน์ การพักผ่อน และกิจกรรมอื่นที่หลีกเลี่ยงการใช้สายตาเป็นเวลานานให้เหมาะสม ถ้าทำได้ตามที่แนะนำนี้ก็จะหลีกเลี่ยงภัยอันตรายและลดความเสี่ยงจากแสงสีฟ้าได้ ตลอดจนถนอมสายตาของเราให้ใช้ได้อย่างยาวนานและมีประสิทธิภาพตลอดอายุขัยได้ด้วยครับ

แหล่งอ้างอิง
งานบริหารทรัพยากรสุขภาพ. ๒๕๖๑. อันตรายจากแสงสีฟ้าในจอคอมพิวเตอร์. วันที่ค้นข้อมูล ๑๔ เมษายน ๒๕๖๒, เข้าถึงได้จาก https://med.mahidol.ac.th/um/th/article/information/07162015-1601-th
WELLNESS BEAUTY POP. ๒๕๖๑. แสงสีฟ้า ศัตรูความงามตัวฉกาจของคนยุคดิจิทัล. วันที่ค้นข้อมูล ๑๒ เมษายน ๒๕๖๒, เข้าถึงได้จาก https://thestandard.co/blue-light/
BBC News บีบีซีไทย. ๒๕๖๑. แสงสีฟ้าจากหน้าจอก่อสารพิษเร่งให้ตาบอดได้. วันที่ค้นข้อมูล ๑๓ เมษายน ๒๕๖๒, เข้าถึงได้จาก https://www.bbc.com/thai/international-45146621/
Gomes, C.C. and Preto, S. (2015). Blue light: A blessing or a curse?. Procedia Manufacturing, 3, 4472 – 4479.
Frida H. Rångtell, Emelie Ekstrand a, Linnea Rapp a, Anna Lagermalm a, Lisanne Liethof a,Marcela Olaya Búcaro a, David Lingfors b, Jan-Erik Broman a, Helgi B. Schiöth a, Christian Benedict. (2016). Two hours of evening reading on a self-luminous tablet vs. reading a physical book does not alter sleep after daytime bright light exposure. Sleep Medicine, 23, 111 – 118.
  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.12 seconds. Snitz Forums 2000