สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 ดื่มกาแฟอย่างไรให้ได้ประโยชน์
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

6420 Posts

Posted - 09 Sep 2019 :  13:01:49  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2562


ดื่มกาแฟอย่างไรให้ได้ประโยชน์
กนกวรรณ พูนดี


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


         หลายๆ คนคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “กาแฟ” เป็นเครื่องดื่มที่หลายๆ คนให้ความนิยม ด้วยเหตุผลที่ว่า ทั้งกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของกาแฟนั้นจะช่วยกระตุ้นร่างกายให้เกิดการตื่นตัว ไม่ง่วง มีสมาธิพร้อมรับวันใหม่ เนื่องจากกาแฟมีคาเฟอีน หรือสารออกฤทธิ์กระตุ้นประสาท ซึ่งในความเป็นจริง กาแฟประกอบไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญอีกมากมาย รวมถึงวิตามิน เกลือแร่ เป็นต้น สารออกฤทธิ์ดังกล่าวเหล่านี้ ยังช่วยป้องกัน และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้าย อย่างไรก็ตามการดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมก็จะช่วยให้เกิดประโยชน์ต่างๆ ได้ในข้างต้น แต่หากดื่มกาแฟในปริมาณที่มากจนเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้เช่นกัน
         กาแฟที่นิยมดื่มกันในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งต่างก็ได้รับการคัดสรรและนำมาผลิตเป็นเครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด จนกลายเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจของโลก แต่กาแฟที่ได้รับความนิยมดื่มกันอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกเป็น 3 สายพันธุ์ใหญ่ๆ คือ กาแฟโรบัสต้า กาแฟอาราบิก้า และกาแฟลิเบอริก้า โดยกาแฟอาราบิก้าจะเป็นที่นิยมมากที่สุด เนื่องจากกลิ่นรสที่หอมหวาน และมีรสชาติกลมกล่อมกว่ากาแฟโรบัสต้า และกาแฟลิเบอริก้า ถึงแม้ว่าจะมีรสชาติที่ขมไม่เท่ากาแฟโรบัสต้า และกาแฟลิเบอริก้า จากเหตุผลในข้อนี้จึงทำให้กาแฟอาราบิก้ามีข้อดีเพิ่มขึ้นคือ สามารถดื่มได้ง่าย กาแฟดังกล่าวสามารถนำมาชงได้หลายแบบ นอกจากจะเป็นกาแฟกลั่นออกมาจากเมล็ดกาแฟเข้มข้นแล้ว ยังมีการเติมรสชาติต่างๆ เช่น นม ช็อกโกเลต โกโก้ และน้ำเชื่อมต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแต่ละแบบก็ให้รสชาติที่แตกต่างกันออกไป สามารถแบ่งได้ตามประเภทของกาแฟที่นิยมดื่มในปัจจุบัน คือ เอสเพรสโซ (Espresso) อเมริกาโน่ (Americano) คาปูชิโน (Cappuccino) ลาเต้ (Latte) มอคค่า (Macha) และคาราเมล มัคคิอาโต้ (Caramel Macchiato) การดื่มกาแฟให้ได้ประโยชน์นั้นจะนิยมดื่ม เอสเพรสโซ และอเมริกาโน่หรือกาแฟดำ เนื่องจากเป็นกาแฟที่ไม่มีส่วนผสมของนม แต่อาจมีการเติมน้ำตาลลงไปเพียงเล็กน้อย
         กาแฟดำ หรือเอสเพรสโซ จะมีข้อแตกต่างกัน ข้อสำคัญคือกาแฟดำจะใช้การชงด้วยวิธีการหยดน้ำ อาจเป็นแบบให้น้ำซึมหรือแบบเฟรนช์เพรส หรือการนำเอสเพรสโซมาผสมกับน้ำร้อน เพื่อเจือจางไม่เติมนม แต่อาจเติมน้ำตาลเพียงเล็กน้อย สำหรับเอสเพรสโซจะชงด้วยวิธีการใช้แรงอัดไอน้ำหรือน้ำร้อนผ่านเมล็ดกาแฟที่คั่วบดละเอียด ไม่มีการเติมนมหรือน้ำตาล ซึ่งเอสเพรสโซที่ดีจะมีฟองครีมสีทอง และมีรสเข้มกว่ากาแฟดำ
         การดื่มกาแฟที่เหมาะสมในแต่ละวันนั้นไม่ควรเกินวันละ 4 แก้ว หรือไม่เกิน 20 ออนซ์ แต่ปริมาณที่เหมาะสมที่สุดที่จะทำให้ได้ประโยชน์ คือ วันละ 1-2 แก้ว หรือประมาณ 10 ออนซ์เท่านั้น กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณมาก สารออกฤทธิ์สำคัญนี้จะช่วยให้กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ไม่ง่วง มีสมาธิทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มการเผาผลาญไขมัน และยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย เพราะกาแฟจะช่วยทำให้ร่างกายมีอัตราการเผาผลาญพลังงานจากไขมันได้ดี ไขมันเกิดการแตกตัวและสลายไปอย่างง่ายดาย โดยไม่จับกันเป็นก้อน แต่จะต้องเป็นกาแฟดำที่ปราศจากน้ำตาลเท่านั้น กาแฟหนึ่งแก้ว หรือประมาณ 100 กรัม จะให้พลังงานเพียง 5- 10 แคลอรี่ และกาแฟดำยังช่วยขับพิษที่สะสมไว้ภายในร่างกาย รวมทั้งมีส่วนช่วยลดอาการบวมน้ำของร่างกายด้วย จากประโยชน์ต่างๆ ของกาแฟในข้างต้น ยังมีงานวิจัยที่รายงานถึง สารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ ที่ช่วยชะลอวัยได้ ซึ่งกาแฟจะทำให้ออกไซด์แตกตัว ลดการสะสมของออกซิเจนที่มีมากเกินไป พร้อมทั้งทำให้ผิวพรรณเต่งตึง กระชับ ป้องกันการเกิดริ้วรอยและรอยเ**่ยวย่นของผิวได้อย่างดี รวมไปถึงงานวิจัยที่รายงานว่าการดื่มกาแฟดำช่วยป้องกันโรคมะเร็งตับอ่อน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพราะกาแฟดำมีกรดอะซิติกที่จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของก้อนเนื้อร้าย และทำลายเซลล์ผิดปกติ ที่อาจกลายเป็นมะเร็งในวันหน้า และการดื่มกาแฟอย่างน้อย 3 แก้วต่อวัน จะช่วยลดอาการหอบหืด นั่นก็เพราะโรคหอบหืดเกิดจากการที่ประสาทสำรองถูกกระตุ้น จึงแสดงอาหารหอบออกมา แต่เมื่อดื่มกาแฟดำเป็นประจำ ฤทธิ์ของกาแฟดำจะเข้าไปช่วยระงับความตึงเครียดของประสาทสัมผัสสำรอง และไม่ทำให้เกิดอาหารหอบ การดื่มกาแฟดำบ่อยๆ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ดี เนื่องจากในกาแฟดำมีวิตามินบีรวมชนิดหนึ่ง ชื่อว่านิโคติน ซึ่งจะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดและป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว จึงไม่ทำให้เป็นโรคหัวใจ แถมลดความเสี่ยงภาวะไขมันในเลือดสูงอีกด้วย แต่สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ไม่ควรดื่มกาแฟเด็ดขาด นอกจากประโยชน์ต่างๆเหล่านี้ ยังมีอีกหลายงานวิจัยที่กล่าวถึงประโยชน์ของการดื่มกาแฟ ไม่ว่าจะเป็น การป้องกันโรคพาร์กินสัน โรคตับแข็ง เป็นต้น
         อย่างไรก็ตาม การดื่มกาแฟในปริมาณที่มากจนเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น สารคาเฟอีนในกาแฟจะมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะ จึงอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ดังนั้นเมื่อออกกำลังกายและหลังการออกกำลังกายจึงไม่ควรดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟ สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟขณะที่ท้องกำลังว่าง อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพราะได้ รวมไปถึงทำให้นอนไม่หลับ มีอาการใจสั่น หงุดหงิดง่าย หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นต้น ผู้ป่วยโรคหัวใจก็ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ เนื่องจากมันจะเข้าไปกระตุ้นให้หัวทำงานหนัก ดังนั้นการดื่มกาแฟจึงควรดื่มอย่างพอเหมาะ และเติมน้ำตาลหรือครีมเทียมให้น้อยที่สุด เพื่อสุขภาพที่ดีนั่นเอง

แหล่งที่มา
Dirks-Naylor A.J. (2015). The benefits of coffee on skeletal muscle. Life Sciences, 182-186.
Franca A.S., Oliveira L.S. , Oliveira R.C., Agresti P.C.M. & Augusti R. (2009). A preliminary evaluation of the effect of processing temperature on coffee roasting degree assessment. Journal of Food Engineering, 345-352.
Higdon V.J. & Balz F. (2006). Coffee and Health: A review of recent human research. Food Science and Nutrition, 101- 123.
Lee S.J. , Kim M.K. & Lee K.G. (2017). Effect of reversed coffee grinding and roasting process on physicochemical properties including volatile compound profiles. Innovative Food Science & Emerging Technologies, 97-102.
  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000