สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการวิทยาศาสตร์เพื่อประชาชน
 กินไขมันเพื่อสลายไขมันด้วยวิธีคีโตเจนิกไดเอท
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

6420 Posts

Posted - 09 Sep 2019 :  13:04:20  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2562


กินไขมันเพื่อสลายไขมันด้วยวิธีคีโตเจนิกไดเอท
กนกวรรณ พูนดี


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


         อาหารคีโตเจนิก (Ketogenic diet) หรือ อาหารคีโต (Keto diet) เป็นวิธีการเลือกรับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ หรือการรับประทานแป้ง หรือน้ำตาลให้น้อยที่สุด เน้นการรับประทานอาหารประเภทไขมันดีให้ได้ร้อยละ 70 ถึง 85 ควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารประเภทโปรตีน เพื่อบังคับให้ร่างกายนำไขมันออกมาใช้เป็นแหล่งพลังงานหลัก การรับประทานอาหารคีโตเจนิก จึงเป็นวิธีหนึ่งที่ปรับการทำงานของระบบเผาผลาญเพื่อให้ได้เป็นพลังงาน ในขั้นต้นไขมันจะถูกเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน และตับจะผลิตสารคีโตน (ketone) เมื่อระดับคีโตนสูงเพียงพอแล้ว จะทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะคีโตซิส (ketosis) ในขณะที่ระดับน้ำตาลคงที่ และระดับอินซูลินลดลง หรือการที่ร่างกายขาดน้ำตาลที่จะนำไปใช้เป็นพลังงาน จึงดึงพลังงานจากไขมันที่สะสมอยู่มาใช้ทดแทน ถ้าเรารักษาภาวะคีโตซิสไว้ได้ด้วยการงดแป้งหรือน้ำตาล แต่บริโภคอาหารประเภทโปรตีนหรือไขมันแทน เราจะไม่หิวง่าย และน้ำหนักจะลดลงอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องอดอาหารนั่นเอง แต่การจะลดน้ำหนักด้วยวิธีไคโตเจนิกนั้นอาจมีข้อผิดพลาดในการรับประทาน หรืออาจรับประทานแป้งหรือน้ำตาลโดยไม่รู้ตัว รับประทานโปรตีนในปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้ร่างกายพยายามแปลงโปรตีนเป็นน้ำตาลกลูโคสได้ รวมถึงการรับประทานไขมันตัวไม่ดีเข้าไป หรือรับประทานไขมันดีน้อยเกินไปก็ส่งผลด้วยเช่นกัน
         หลักการรับประทานอาหารคีโตเจนิก จะต้องรับประทานคาร์โบไฮเดรตในปริมาณที่น้อยมาก ๆ หรือประมาณ 25 ถึง 50 กรัมต่อวัน รับประทานโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัว คือ 0.8 ถึง 1.0 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม และส่วนสุดท้ายที่สำคัญคือ ไขมันดี จะต้องรับประทานให้ได้ร้อยละ 70 ถึง 85 ของสารอาหารทั้งหมดที่เราต้องรับประทานในแต่ละวัน ในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ระบุชัดเจนว่าการรับประทานอาหารคีโตจีนิกสามารถลดน้ำหนักได้อย่างไร แต่มีการตั้งสมมติฐานว่าการลดน้ำหนักวิธีคีโตเจนิกสามารถลดน้ำหนักได้ เนื่องจากร่างกายสูญเสียพลังงานจากการหลั่งสารคีโตน อีกทั้งสารคีโตนที่มากจะทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่มท้อง และลดอาการอยากอาหารได้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าการรับประทานอาหารคีโตเจนิกสามารถรักษาอาการเบาหวาน กระตุ้นความไวต่ออินซูลิน และลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ดี เนื่องจากการงดหรือจำกัดการบริโภคอาหารประเภทแป้ง และน้ำตาลให้น้อยกว่าพลังงานที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ร่างกายจึงดึงพลังงานสำรองหรือไขมันมาใช้ทดแทน โดยการหลั่งฮอร์โมนกลูคากอน (glucagon) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีหน้าที่ในการช่วยสลายโปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตของเนื้อเยื่อให้กลายเป็นกลูโคสกระตุ้นให้ร่างกายดึงไขมันมาเผาผลาญเป็นพลังงาน ทั้งนี้ ลักษณะของภาวะคีโตซิสที่เกิดขึ้นในคนที่ต้องการลดน้ำหนัก จะแตกต่างจากภาวะคีโตซิสที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน เพราะภาวะคีโตซิสสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักจะทำให้น้ำหนักลดลงได้อย่างรวดเร็ว เพิ่มพลังงานให้ร่างกายโดยการเผาผลาญไขมัน การสร้างคีโตนจะช่วยเพิ่มสมาธิ และความจำให้ดีขึ้น สร้างสมดุลของเหลวในร่างกายโดยเฉพาะคนที่เป็นโรคอ้วน และการเพิ่มโปรตีนจะช่วยสร้างสมดุลน้ำในร่างกาย ลดการบวมน้ำ ส่วนภาวะคีโตซิสที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน เป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณคีโตนมากเกินไป เนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำเอาน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงาน ดังนั้น จึงเผาผลาญไขมันเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานแทน ทำให้เกิดคีโตนที่เป็นพิษต่อร่างกาย มีการหลั่งของคีโตนในเลือด เกิดภาวะระดับน้ำตาล และภาวะกรดในเลือดสูง ผลที่ตามมาก็คือลมหายใจมีกลิ่นเหม็น กระวนกระวาย กระหายน้ำเป็นอย่างมาก และผู้ป่วยจะซึมลงเรื่อย ๆ นับเป็นโรคแทรกซ้อนอย่างหนึ่งของผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ดังนั้น สูตรการรับประทานวิธีการนี้ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีร่างกายปกติสมบูรณ์เท่านั้น ในรายงานการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร European Journal of Clinical Nutrition กล่าวว่า ประโยชน์ของสูตรลดน้ำหนักแบบอาหารคีโตนั้น สามารถช่วยบรรเทาอาการของโรคที่เกี่ยวกับการไหลเวียนโลหิตผิดปกติต่าง ๆ ดังนี้ โรคลมบ้าหมู โรคอ้วน โรคเบาหวานประเภท 2 โรคระบบทางเดินหายใจ โรคในระบบประสาทและสมอง เช่น โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น อีกทั้งยังมีรายงานว่าช่วยรักษา และแก้ปัญหาสิวอีกด้วย
         ถึงแม้ว่าภาวะนี้จะทำให้น้ำหนักลดลง แต่ผลข้างเคียงที่ตามมาคือ ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายได้รับสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตน้ำกว่า 60 กรัมต่อวัน ส่งผลให้ร่างกายมีอาการดังกล่าว อีกทั้งยังทำให้ระบบขับถ่ายแปรปรวน เช่น ท้องผูก เนื่องมาจากการที่ได้รับใยอาหาร (fiber) ไม่เพียงพอในแต่ละวัน ในขณะเดียวกันก็สามารถเกิดอาการท้องเสียได้จากความผิดปกติของการดูดซึมสารอาหารในลำไส้ รวมไปถึงอาการปัสสาวะบ่อยซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายมีเผาผลาญไกลโคเจนหรือกลูโคสที่ถูกสะสมไว้บริเวณตับ และกล้ามเนื้อบ่อยขึ้น จากนั้นไตก็จะทำการขับออกมาให้อยู่ในรูปของปัสสาวะ เราจึงมีอาการปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ นอกจากอาการดังกล่าวข้างต้นก็ยังมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น มีอาการอยากน้ำตาล หัวใจเต้นเร็ว กล้ามเนื้อเป็นตะคริวได้ง่าย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การลดน้ำหนักด้วยวิธีไคโตเจนิกเป็นเพียงอีกหนึ่งตัวเลือกในการลดน้ำหนักเท่านั้น ซึ่งหากใครที่อยากนำไปปรับใช้ ควรทดสอบปริมาณคาร์โบไฮเดรต และแคลอรี่ เพื่อหาปริมาณที่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละบุคคล ระมัดระวังการบริโภคอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตแฝง เช่น เครื่องปรุงรส เครื่องเทศ ผลิตภัณฑ์นม สารให้ความหวาน ยาปฏิชีวนะ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ และผักสดที่มีรสชาติหวาน สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง หรือเป็นโรคทางกรรมพันธ์ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนการเริ่มบริโภคอาหารคีโต

แหล่งที่มา
Kephart, W., Pledge, C., Roberson, P., Mumford, P., Romero, M., Mobley, C., Martin, J., Young, K., Lowery, R., Wilson, J. (2018). The three-month effects of a ketogenic diet on body composition, blood parameters, and performance metrics in crossfit trainees: A pilot study. Sports, 6(1), 1- 11.
Kosinski, C., Jornayvaz, F. (2017). Effects of ketogenic diets on cardiovascular risk factors: evidence from animal and human studies. Nutrients, 9(5), 517- 532.
McClernon, F. J., Yancy Jr, W. S., Eberstein, J. A., Atkins, R. C., Westman, E. C. (2007). The effects of a low#8208;carbohydrate ketogenic diet and a low#8208;fat diet on mood, hunger, and other self#8208;reported symptoms. Obesity, 15(1), 182-187.
Partsalaki, I., Karvela, A., Spiliotis, B. E. (2012). Metabolic impact of a ketogenic diet compared to a hypocaloric diet in obese children and adolescents. Journal of Pediatric Endocrinology and Metabolism, 25(7-8), 697- 704.
Sumithran, P., Proietto, J. (2008). Ketogenic diets for weight loss: a review of their principles, safety and efficacy. Obesity Research and Clinical Practice, 2(1), 1-13.
  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000