สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการสุขภาพดี-ชีวีมีสุข
 โรคหัด โรคไข้ออกผื่น
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

6420 Posts

Posted - 09 Sep 2019 :  13:13:52  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2562


โรคหัด โรคไข้ออกผื่น
วชรีกร อังคประสาทชัย


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


         สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังรายการ “สุขภาพดี ชีวีมีสุข” วันนี้คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ขอเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับโรคที่ส่วนใหญ่มาพร้อมกับฤดูหนาว ในเรื่องของ “โรคหัด โรคไข้ออกผื่น” โรคที่มากับลมหนาว พบได้บ่อยในเด็กเล็กถ้าไม่ได้รับวัคซีนป้องกัน จากรายงานของกรมควบคุมโรคพบผู้ป่วยโรคหัดในปี 2560 จำนวน 1,474 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต คิดเป็นอัตราป่วยเท่ากับ 2.25 ต่อประชากรแสนคน และมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นทุกปี โรคนี้เป็นโรคติดต่อที่มักเกิดกับเด็กเล็กช่วงอายุ 9 เดือน – 6 ปี และเป็นได้กับทุกอายุถ้าไม่มีภูมิต้านทานโรคดังกล่าว แต่จะพบมากในเด็กอายุ 1-6 ปี ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ของประเทศไทยได้มีแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคหัด ในเด็กอายุ 9-12 เดือน ทำให้การเกิดโรคในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี มีจำนวนลดลง
         โรคหัด หรือเรียกว่าโรคไข้ออกผื่นมีสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Measles โดยการกระจายอยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก และน้ำลาย เมื่อมีอาการไอ จาม หรือใช้สิ่งของร่วมกันเชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจ และบางครั้งเชื้อไวรัสดังกล่าวอยู่ในอากาศรอบ ๆ ตัว เมื่อหายใจเอาละอองที่ปนเปื้อนเข้าไปก็ทำให้เป็นโรคได้ รวมทั้งการที่เป็นโรคติดต่อ จึงมีช่วงระยะของการติดต่อของโรค 3-5 วันก่อนผื่นขึ้น จนถึง 4 วันหลังผื่นขึ้น รวมแล้วระยะติดต่อของโรคประมาณ 8-12 วัน
         อาการของโรคหัดเริ่มต้นจะมีอาการคล้ายไข้หวัด ไอ มีน้ำมูก ตาแดง น้ำตาไหล ตาแฉะกลัวแสง และมีไข้สูงตลอดเวลา เด็กมีอาการอ่อนเพลีย ซึมลง หรือกระสับกระส่าย ร้องกวน หลังจากมีไข้ 3 ถึง 4 วัน จึงจะมีผื่นขึ้น ลักษณะเป็นผื่นแดง แผ่ติดกันเป็นแผ่นกว้าง โดยขึ้นที่ตีนผม ซอกคอ หน้าผาก ใบหน้า และลามไปที่ลำตัว และแขนขา อาจมีอาการคันเล็กน้อย ประมาณ 2 - 3 วัน นับจากวันแรกที่เริ่มขึ้น ผื่นจึงจะค่อย ๆ จางหายไปใน 7-10 วัน และจะเหลือเป็นรอยแต้มสีน้ำตาลอ่อน ถ้าเมื่อติดโรคแล้วไม่มีโรคแทรกซ้อนอาการจะหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์
         เด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะหายจากโรคได้เอง และเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อย แต่ก็ยังมีโอกาสพบได้ ซึ่งภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อย ได้แก่ ปอดอักเสบ ท้องเสีย หูน้ำหนวก บางรายอาจมีอาการสมองอักเสบ ซึ่งจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ซึม และไม่รู้สึกตัว หรือชักกระตุก บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
         การรักษา จะเป็นการรักษาตามอาการ ไม่จำเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ ถ้าไข้สูงมากให้ยาลดไข้ ร่วมกับการเช็ดตัว ถ้ามีอาการไอมีเสมหะ ให้ยาแก้ไอที่เป็นยาขับเสมหะ และดูแลให้เด็กได้รับอาหารอ่านที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ส่วนวิธีการป้องกันโรคดังกล่าว สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
         1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใกล้ชิดผู้ป่วย
         2. ให้วัคซีนป้องกัน โดยปัจจุบันมีการให้วัคซีนป้องกันโรคหัด 2 ครั้ง คือ เมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน และฉีดกระตุ้นอีกครั้งเมื่อเด็กอายุ 2 ปีครึ่ง โดยให้วัคซีนรวมป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน คางทูม (MMR)
         3. สำหรับผู้ที่สัมผัสโรคภายในระยะเวลา 72 ชั่วโมง ให้ฉีดวัคซีนป้องกันหัดทันที
         4. ถ้าสัมผัสโรคเกิน 72 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 6 วัน ให้ Immune globulin (IG) เพื่อป้องกันความรุนแรงของโรค โดยฉีดเฉพาะเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี, ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง, หญิงมีครรภ์, และเด็กที่มีภาวะทุพโภชนาการ ซึ่งกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้จะมีภาวะแทรกซ้อนสูง
         การดูแลเด็กให้ห่างไกลจากโรคหัด หรือโรคไข้ออกผื่น สามารถทำได้โดยการส่งเสริมให้เด็กได้ทานนมแม่ตั้งแต่แรกเกิด รับประทานอาหารตามวัยที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ และที่สำคัญต้องให้ได้รับวัคซีนป้องกันโรคตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ สำหรับโรคหัด หรือโรคไข้ออกผื่นนั้นเด็กควรจะได้รับวัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม โดยให้ครั้งแรกเมื่ออายุ 9-12 เดือน และครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 2 ½ ปี
         เป็นอย่างไรบ้างคะ คุณพ่อคุณแม่พอได้ความรู้เกี่ยวกับโรคหัด หรือไข้ออกผื่นพอสมควรแล้วนะคะ หากเด็ก ๆ ในบ้านมีอาการแสดงของโรค คุณพ่อคุณแม่สามารถนำความรู้ไปใช้เป็นแนวทางในการดูแลและป้องกันได้นะคะ สำหรับวันนี้เวลาหมดลงแล้ว เชิญพบกับรายการสุขภาพดี ชีวีมีสุขได้ในคราวต่อไปนะคะ สวัสดีค่ะ

แหล่งอ้างอิง
รวีรัตน์ สิชฌรังษี. (2562). โรคหัด โรคไข้ออกผื่น คืออะไร อันตรายไหม หากลูกเป็นโรคหัดควรทำอย่างไร. เข้าถึงได้จาก https://th.theasianparent.com/โรคหัด-โรคไข้ออกผื่นที่
มากับฤดูหนาว
Amarin baby & kids.com. (2560). โรคหัดในเด็ก ภัยสุขภาพที่ต้องระวังในเด็กเล็ก. เข้าถึงได้จาก https://www.amarinbabyandkids.com/health/measles-baby/.
  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000