สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา สนใจนำบทความมาออกอากาศ ติดต่อ ฝ่ายส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ สำนักบริการวิชาการ ม.บูรพา โทร.038-102292กรอกแบบฟอร์มออนไลน์เพื่อขอหนังสือรวมเล่มบทความตอบแบบสอบถาม โครงการเผยแพร่วิชาการทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อดาวน์โหลดหนังสือรวมเล่มบทความอิเล็กทรอนิกส์
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา
หน้าแรก | แก้ไขข้อมูล | หัวข้อล่าสุด | สมาชิก | ค้นหา | FAQ
Username:
Password:
Save Password
 All Forums
 รวมบทความวิชาการน่ารู้
 บทความรายการสุขภาพดี-ชีวีมีสุข
 โอ๊ย โอ๊ย ปวดเข่า
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Author Previous Topic Topic Next Topic  

admin
Forum Admin

6539 Posts

Posted - 29 Jun 2020 :  09:58:07  Show Profile  Click to see admin's MSN Messenger address  Reply with Quote
ปีงบประมาณ 2563


โอ๊ย โอ๊ย ปวดเข่า
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ยุวดี ลีลัคนาวีระ


กดปุ่ม > เพื่อเล่นไฟล์เสียง


          สวัสดีค่ะท่านผู้ฟังรายการ “สุขภาพดี ชีวีมีสุข” วันนี้คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มีเรื่องราวดี ๆ เกี่ยวกับสุขภาพมานำเสนอเช่นเคยนะคะ โดยวันนี้ขอเสนอเรื่อง “โอ๊ย โอ๊ย ปวดเข่า”
เข่าเป็นข้อต่อที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย เป็นส่วนต่อระหว่างกระดูกต้นขาท่อนบน กับกระดูกหน้าแข้ง ที่ผิวข้อหรือส่วนปลายของกระดูกทั้งสองมีกระดูกอ่อนห่อหุ้มไว้ทำหน้าที่ลดแรงกระแทก ที่รอบๆ ข้อจะมีเยื่อบุช่วยสร้างน้ำหล่อเลี้ยงในข้อทำหน้าที่คล้ายน้ำมันเครื่องของเครื่องยนต์ มีกระดูกสะบ้าเป็นตัวส่งถ่ายแรงเวลาเหยียดเข่า นอกจากนี้ ยังมีหมอนรองเข่าที่วางอยู่บนกระดูกขาท่อนล่างทำหน้าที่ลดแรงกระแทกที่เข่าเวลาเคลื่อนไหว ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายที่ผิวข้อและกระดูก รวมทั้งยังมีกล้ามเนื้ออีกหลายมัดและเส้นเอ็นอีกหลายเส้นที่ทำให้เข่าแข็งแรง สามารถงอเหยียดเข่าเวลาทำอิริยาบถต่างๆ ทั้งยืน เดิน วิ่ง นั่ง หรือนอน เนื่องจากข้อเข่าต้องเคลื่อนไหวและรับแรงตลอดเวลาที่เราลุกขึ้นยืนหรือเดิน ซึ่งทุก ๆ ก้าวจะมีแรงกระแทกบนเข่ามากกว่าน้ำหนักตัว 2 เท่า แรงนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 3-4 เท่าเมื่อขึ้นลงบันได และมากเป็น 8 เท่าเมื่อนั่งยองๆ ดังนั้น การบาดเจ็บที่เข่าจึงเกิดได้โดยง่าย หากเกิดปัญหากับเข่า ก็อาจทำให้คุณภาพชีวิตลดลง ไม่มีความสุข อาจถึงขั้นที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
อาการปวดเข่ามาจากภาวะที่เรียกว่าเข่าเสื่อม ซึ่งหมายถึง ภาวะที่มีการสึกกร่อนของผิวข้อที่เป็นกระดูกอ่อน หรือผิวข้อมีการแตกเป็นร่อง ทำให้ความยืดหยุ่นและการควบคุมปลายประสาทเสียไป โดยมีสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยง คือ
          1) อายุที่มากขึ้น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เนื้อเยื่อต่างๆ เสื่อมลงความสามารถในการผลิตน้ำหล่อลื่นในข้อลดลง ทำให้ผิวข้อสึกกร่อน
          2) การใช้ข้อผิดวิธี เช่น นั่งยอง นั่งพับเพียบ นั่งสมาธินานๆ ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ
          3) การบาดเจ็บ จากอุบัติเหตุ จากการเล่นกีฬา ที่ทำให้เกิดการบิดของเข่า ซึ่งถ้าเกิดรุนแรงอาจทำให้มีการฉีกขาดของเอ็น และหมอนรองเข่า ซึ่งก็จะทำให้เกิดอาการเจ็บปวดจนต้องได้รับผ่าตัดรักษาทันที แต่ถ้าอาการไม่รุนแรงและยังคงออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกที่ข้อเข่ามากๆ เช่น วิ่ง เล่นแบดมินตัน หรือบาสเก็ตบอล ก็อาจทำให้ผิวข้อสึกเกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น หรือ
          4) เกิดจากโรคบางอย่าง ที่ทำให้เกิดการอักเสบของข้อที่นานและรุนแรง เช่น เก๊าต์ รูมาตอยด์ ดังนั้นเราจึงหลีกเลี่ยงจากปัจจัยเสี่ยงที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ได้แก่การควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน หลีกเลี่ยงอิริยาบถที่มีแรงกระแทกบนเข่า และหากมีอาการปวดเข่า เข่าฝืด ติดขัดหรือเจ็บเวลางอหรือเหยียด เข่าบวมและอาจกดเจ็บบริเวณรอบๆ ลูกสะบ้า ควรรีบปรึกษาแพทย์ ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน เพราะจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการเสื่อมของเข่าเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ การบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่าและกล้ามเนื้อต้นขาให้เข็งแรงจะเป็นตัวช่วยดึงรั้งกระดูกสะบ้าไว้ ไม่ให้กระดูกสะบ้าถูไถกับผิวกระดูกอ่อนของข้อ ซึ่งจะช่วยลดแรงกระแทกลงบนเข่า

โดยการบริหารกล้ามเนื้อ ประกอบด้วย 4 ท่า ง่ายๆ ดังนี้
          ท่าที่ 1 นอนหงายหรือนั่งกับพื้น เหยียดเข่าตรง ใช้หมอนเล็ก ๆ หรือผ้าเช็ดตัวพับทบรองใต้เข่าให้เข่างอเล็กน้อย โดยเมื่อเกร็งเข่าและกดขาลงพื้น จะเห็นกล้ามเนื้อหน้าเข่าเกร็งเป็นรอยบุ๋ม กระดูกสะบ้าเคลื่อนขึ้นเล็กน้อย ทำค้างไว้ 5 วินาที หรือ นับ 1 ถึง 5 นับเป็น 1 ครั้ง ให้ทำต่อเนื่อง 10- 20 ครั้ง นับเป็น 1 ชุด ทำวันละ 3-5 ชุด
          ท่าที่ 2 นั่งห้อยขา เตะขาขึ้นช้าๆ จนเข่าเหยียดสุด ค้างไว้ 5 วินาที ค่อย ๆ งอเข่าลง ทำต่อเนื่อง 10-20ครั้ง นับเป็น 1 ชุด อาจใช้ถุงทราย หนัก 1-2 กิโลกรัมถ่วงปลายขาจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงมากยิ่งขึ้น และควรทำทีละข้างเพื่อป้องกันอาการปวดหลัง
          ท่าที่ 3 นอนคว่ำ งอเข่าขึ้นจนสุดแล้วเหยียดออกช้าๆ อาจใช้ถุงทราย หนัก 1-2 กิโลกรัมถ่วงปลายขา หรือใช้ขาอีกข้างหนึ่งวางพาดเป็นแรงต้าน ให้ทำต่อเนื่อง 10- 20 ครั้ง นับเป็น 1 ชุด
          ท่าที่ 4 นอนตะแคง ขาล่างงอเล็กน้อย ยกขาบนขึ้นเฉียงไปทางด้านหลัง ทำค้างไว้ 5 วินาที ค่อยๆ เอาขาลง ให้ทำต่อเนื่อง 10- 20 ครั้ง นับเป็น 1 ชุด
          ทั้ง 4 ท่านี้จะบริหารกล้ามเนื้อเพื่อการเหยียดเข่า งอเข่า และกล้ามเนื้อที่ใช้กางขา ในการทำแต่ละครั้งให้ทำช้า ๆ หายใจตามปกติ ทำวันละ 3-5 ชุด อาจเป็นช่วงเช้าหลังตื่นนอน กลางวัน หรือเย็นก่อนรับประทานอาหาร และก่อนนอน โดยต้องทำอย่างต่อเนื่องทุกวันนะคะ
นอกจากนี้ การออกกำลังกายที่เหมาะสมคือการขี่จักรยาน การว่ายน้ำ การเล่นโยคะ หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ลงน้ำหนักที่เข่ามาก ๆ เช่น วิ่ง ตีแบดมินตัน ฟุตบอล บาสเก็ตบอล เพราะเมื่อวิ่งมากๆ จะทำให้แรงเค้นเกิดขึ้นและมารวมกันอยู่ที่ผิวกระดูกอ่อน ซึ่งเมื่อมีมากขึ้นเรื่อยๆ จะมีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ และยิ่งถ้างอเข่ามาก ๆ จะเกิดแรงอัดที่กระดูกสะบ้ามาก ทำให้ผิวกระดูกอ่อนถูกทำลายมากขึ้น การวิ่งที่งอเข่ามากๆ เช่น การวิ่งขึ้นหรือลงที่สูง หรือที่ลาดเอียงชัน จึงทำให้เกิดอาการปวดเข่าได้ง่ายค่ะ


บรรณานุกรม
ภีรฉัตร โตศิริพัฒนา. ปวดเข่า. วันที่สืบค้นข้อมูล 16 พฤษภาคม 2563 เข้าถึงได้จาก http://www.somdej.or.th/index.php/2016-01-18-04-21-18
Bangkok Pattaya Hospital. อาการปวดเข่า (knee pain) 2. วันที่สืบค้นข้อมูล 16 พฤษภาคม 2563 เข้าถึงได้จาก https://www.bangkokpattayahospital.com/th/healthcare-services/orthopedic-center-th/orthopedic-articles-th/item/1089-knee-pain-th.html.
โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาการุณย์. ข้อเข่าปกติกับข้อเข่าเสื่อมต่างกันอย่างไร? วันที่สืบค้นข้อมูล 16 พฤษภาคม 2563 เข้าถึงได้จาก http://www.siphhospital.com/th/news/article/share/985/knee-osteoarthritis
  Previous Topic Topic Next Topic  
 ตั้งหัวข้อใหม่  ตอบกลับหัวข้อนี้
 พรินต์ส่งให้เพื่อน
Jump To:
สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา © สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา Go To Top Of Page
This page was generated in 0.05 seconds. Snitz Forums 2000