การจัดการองค์ความรู้ KM

สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา

การจัดการองค์ความรู้ KM - สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพา

วารสารที่มหาวิทยาลัยประกาศไม่สนับสนุนให้นำผลงานวิจัยไปเผยแพร่หรือตีพิมพ์ (พร้อมเหตุผลประกอบ)

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าวารสารที่ใช้ตีพิมพ์ผลงานอยู่ใน Beall’s list

ที่มา

งานวิจัยเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการแสดงความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยชั้นนำ  ซึ่งทำให้เกิดแรงผลักดันนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมต่างๆ  ด้วยการที่มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันการศึกษาทำให้ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเผยแพร่เป็นบทความผ่านวารสารวิชาการ ซึ่งบทความต่างๆจะผ่านการกลั่นกรองโดยผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเดียวกัน  และการนำบทความต่างๆไปใช้ประโยชน์ก็จะสามารถตรวจสอบได้จากปริมาณการอ้างอิง (citation) จากบทความอื่น  ทั้งนี้ การรวบรวมบทความนับล้านเรื่องจากวารสารในสาขาวิชาต่างๆในโลกที่มีนับหมื่นรายการไม่ใช่เรื่องง่ายนัก  จึงมีองค์กรที่รวบรวมรายการวารสารเหล่านี้ เช่น ISI Knowledge และ Scopus ได้สร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายความสำคัญวารสารแต่ละฉบับ  จัดสร้างดัชนี (Index) ของวารสาร เช่น Science Citation Index และ Scopus เพื่อชี้ให้เห็นถึงคุณภาพวารสาร โดยดัชนีเหล่านี้มีหลักการเบื้องต้นคล้ายกันว่า วารสารที่ได้รับการอ้างอิงบ่อยกว่าก็จะถือว่ามีผลกระทบ (impact factor) สูงกว่า

impact factor สามารถช่วยนักวิจัยตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรส่งผลงานไปตีพิมพ์ที่วารสารใด เพราะวารสารที่มี impact factor สูงกว่า ย่อมมีคนอ่านมากกว่า  ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุให้มีแรงจูงใจให้มีการตีพิมพ์ในวารสารที่มี impact factor สูง หรือขั้นต่ำก็คือมีแรงจูงใจให้ตีพิมพ์กับวารสารที่ปรากฏในดัชนี

ด้วยแรงจูงใจดังกล่าวนี้  ก็ได้สร้างแรงปฏิกิริยาขึ้นมาเพื่อหาทรัพย์แทนจะเป็นกิจกรรมทางวิชาการ  โดยจะมีการสร้างวารสารใหม่ขึ้นมา ซึ่งมีการจัดการเป็นอย่างดี จนสามารถสร้างวารสารใหม่ที่ปรากฏชื่ออยู่บนดัชนี แต่มีข้อสงสัยด้านคุณภาพการประเมิน และวารสารเหล่านี้มีรายได้จากการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์สูงลิ่ว  ในขณะที่ วารสารที่ดีโดยทั่วไปมักจะไม่มีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์  กระบวนการเหล่านี้ นอกจากทำให้งานวิจัยขาดการประเมินที่เหมาะสม แล้วยังทำให้ องค์กรวิจัยต่างๆยังเสียเงินทุนวิจัยจำนวนมากไปอย่างไร้ค่า

Beall’s list 

Beall’s list of predatory publishers (http://scholarlyoa.com/publishers/) เป็นรายชื่อสำนักพิมพ์ที่มีแนวโน้มว่าไม่ได้ดำเนินการเพื่อประโยชน์ทางวิชาการ และอาจเป็นการหลอกลวงเพื่อหารายได้ ในบางกรณีอาจพบวารสารลักษณะนี้ ที่ไม่ได้ดำเนินการโดยสำนักพิมพ์ ก็จะมีบัญชีรายชื่อวารสาร (http://scholarlyoa.com/individual-journals/) แยกต่างหาก

รายชื่อเหล่านี้รวบรวมโดยบรรณารักษ์ของ University of Colorado Denver ชื่อ Associate Professor Jeffrey Beall โดยได้ review วารสาร และสำนักพิมพ์ จำนวนมาก และรวบรวมเป็นรายชื่อสำนักพิมพ์/วารสาร ที่อาจจะเข้าข่ายวารสารที่ไม่ควรส่งรายงานไปตีพิมพ์ (Beall ไม่ใช้คำว่าหลอกลวง) เพื่อนักวิจัยจะได้ใช้ประกอบการพิจารณาว่าควรจะตีพิมพ์หรือเป็นกองบรรณาธิการ หรือเป็นผู้ประเมิน (reviewer) ให้หรือไม่ รายชื่อเหล่านี้มีการปรับปรุงเสมอๆ โดยมีการถอนออก หรือเพิ่มเข้าไปใหม่ และเปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์

นั่นคือ โดยหลักการคือ แนะนำว่าไม่ควรตีพิมพ์วารสารทีปรากฎใน Beall’s list

ข้อสังเกตง่ายๆ ของ วารสาร predatory publishers เหล่านี้ คือ

  • เป็นวารสาร online เป็นส่วนใหญ่ อาจมีการพิมพ์เป็นเล่มบ้าง (ทั้งนี้ Beall สนใจเฉพาะวารสารที่เป็น online แต่ไม่ได้หมายความว่า วารสารที่ตีพิมพ์เป็นเล่มจะมีคุณภาพดีกว่า)
  • เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ในราคาสูง
  • มีกระบวนการพิจารณาเรื่องเพื่อตีพิมพ์ รวดเร็วทันใจ อาจมีการประเมินบทความแบบอะลุ่มอล่วยและส่งให้ปรับปรุงบ้างพอเป็นพิธี
  • สำนักพิมพ์ไม่มีชื่อเสียงในวงการ
  • อาจตั้งอยู่ในประเทศที่ไม่น่าเชื่อว่ามีความก้าวหน้าทางวิชาการในสาขานั้นๆ (กรณีนี้ไม่จำเป็นเสมอไป หลายสำนักพิมพ์ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ยุโรปบางประเทศ)
  • หลายวารสารตั้งชื่อคล้ายคลึงกับวารสารมีชื่อเสียง เช่นเติม s ไปท้ายชื่อวารสารเดิม
  • ใช้ภาษาไม่ถูกต้องมากมาย (ผิดไวยากรณ์/มีคำผิด) พบทั้งใน website และเรื่องที่ตีพิมพ์ ฯลฯ

วิธีพิจารณาของคุณ Beall ละเอียดกว่านี้มาก สามารถติดตามได้ใน blog http://scholarlyoa.com/

 

อ้างอิงที่มาจาก

รองศาสตราจารย์ ดร.พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า

รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฝ่ายสารสนเทศงานวิจัย (pp@ku.ac.th)

http://www2.rdi.ku.ac.th/newweb/?p=8824

 

 

CSR สู่ CSV

สวัสดีครับ หลังจากการประชุมผู้บริหารพบบุคคลากรเมื่อวันพฤหัสที่ 21 ส.ค. ที่ผ่านมา

ผอ. เกรียงศักดิ์ ได้กล่าวถึงนโยบายของมหาวิทยาลัยบูรพา เพื่อให้หน่วยงานและบุคคลากรยึดเป็นแนวทางปฎิบัติโดยมีเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR (Corporate Social Responsibility) ซึ่งผมได้ติดตามข่าวแล้วเห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสำนักฯ คือการทำ CSR แนวใหม่ที่เรียกว่า CSV หรือผมสรุปเองว่ามันคือการรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การแค่บริจาคเพียงสิ่งของแล้วก็จบๆไป แต่ใช้ความเชี่ยวชาญของแต่ละองค์กรเพิ่มคุณค่าให้กับสังคมอย่างแท้จริง ชุมชนสามารถนำไปเพิ่มมูลค่าเลี้ยงตัวเองได้ จึงรวบรวมข้อมูลต่างๆ จากเว็บไซด์เพื่อแบ่งปันให้ทุกคนครับ

CSR (Corporate Social Responsibility) คือ การรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม
CSV (Creating Shared Value) คือ การสร้างสรรค์คุณค่าเพิ่มร่วมกันให้กับสังคม

CSR ในปัจจุบันคืออะไร ?

European Commission Green Paper
“CSR เป็นแนวคิดที่ บริษัทจะบูรณาการ งานด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้าไปในกิจการของประเทศ และการปฏิสัมพันธ์ ของผู้เกี่ยวข้อง ( Stakeholder) โดยสมัครใจ”
 UNCTAD
“CSR คือการที่บริษัทเข้าไปเกี่ยวข้องและมีผลกระทบเชิงบวกต่อความต้องการและเป้าหมาย ของสังคม”
 World Business Council on Sustainable Development
“CSR คือคำมั่นของบริษัทที่จะส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนโดยทำงานร่วมกับลูกจ้างและครอบครัวของพวกเขา ชุมชน และสังคมโดยกว้าง เพื่อจะพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของสังคมโดยรวม”
ISO
“CSR เป็นเรื่องของการที่องค์กรตอบสนองต่อประเด็น ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม   โดยมุ่งที่การ ให้ ประโยชน์กับ คน ชุมชน และสังคม นอกจากนั้น ยังเป็นเรื่องของบทบาท ขององค์กรธุรกิจในสังคม และความคาดหวังของสังคมที่มีต่อองค์กรธุรกิจ โดยจะต้องทำด้วยความสมัครใจ และผู้บริหารจะต้องมีบทบาทเกี่ยวข้องกับกิจกรรมต่างๆ โดยสามารถวัดผลได้ใน 3 มิติ คือ การวัดผล ทางเศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน”
กรณีศึกษาด้าน CSR ในประเทศไทย
เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย ณ ปี 2548 นี้ คำว่า CSR ยังถือว่าเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับคนไทย เพราะเพิ่งจะเข้ามาในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้เอง โดยหลายๆ องค์กร ทำเพื่อแสดงความเป็นบริษัทที่มีธรรมาภิบาล ในขณะที่อีกหลายๆ องค์กร ทำเพราะถูกบีบจากกำแพงทางเศรษฐกิจโลกที่บริษัทต่างชาติจะดำเนินธุรกิจกับบริษัทที่มาตรฐานด้านแรงงาน สวัสดิการ และสิ่งแวดล้อมฯ เท่านั้น จึงทำให้บริษัทไทยโดยเฉพาะธุรกิจส่งออก จำเป็นต้องพัฒนาแนวคิดการทำ CSR เข้ามาใช้ในบริษัทของตน
ซึ่งถึงแม้ว่าการทำ CSR จะเป็นเรื่องใหม่ต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่บริษัท และองค์กรด้านการพัฒนาหลายองค์กรที่เป็นผู้บุกเบิกริเริ่มทำ CSR ก็มีไม่น้อย ดังนั้นในส่วนนี้ จะขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจขององค์กรที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมจากหลายๆ สถาบัน เพื่อให้เห็นภาพรวมของการทำ CSR ในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน

Creating Shared Value
สร้าง “คุณค่า” เหนือ “คุณค่า”
ไมเคิล อี. พอตเตอร์ แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กูรูด้านกลยุทธ์การแข่งขันและเป็นผู้นำกฎการแข่งขันมาเชื่อมโยงกับแนวคิดความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (CSR) ที่เคยเสนอแนวคิด triple bottom line ที่ธุรกิจจะก้าวไปสู่ความยั่งยืนย่อมต้องคำนึงถึงองค์ประกอบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทั้งยังยอมรับว่า “triple bottom line อาจจะเป็นได้แค่แรงบันดาลใจ แต่ creating shared value (CSV) กำลังพยายามสร้างวิธีการที่เป็นรูปธรรมที่จะสร้างสรรค์คุณค่าเพิ่มให้แก่สังคมและผู้ถือหุ้นได้จริง”
“แนวคิด CSV จะก้าวข้ามไปอีกขั้น คือการที่องค์กรธุรกิจมุ่งมั่นดำเนินงานที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้ธุรกิจสามารถแข่งขันได้”
ตัวอย่างเช่น องค์กรที่ดำเนินธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนา ได้จัดซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกร วิธีการคิดง่ายๆ ในการจัดซื้อ ก็คือให้ได้วัตถุดิบในราคาที่ต่ำที่สุด ซึ่งสำหรับแนวคิดแบบ CSV จะบอกว่า ก้าวข้ามไปอีกขั้น ลองหันมาถามว่า เราจะสามารถทำงานร่วมกันกับเกษตรกรเหล่านั้นได้อย่างไร ช่วยเหลือพวกเขาปรับปรุงคุณภาพ เพิ่มพูนผลิตผล ปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่พวกเขาอาศัยอยู่ และได้รับผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีขึ้นอย่างมีประสิทธิผลในที่สุด ซึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นการปรับปรุงความสามารถในการแข่งขันขององค์กรธุรกิจ”

 

 

ทุนวิจัยปริญญาเอกจากประเทศญี่ปุ่น

การค้นคว้าองค์ความรู้ใหม่หรือนวัตกรรมใหม่ด้วยการทำงานวิจัย นอกจากเพื่อช่วยพัฒนาประเทศชาติแล้ว ยังเป็นการช่วยพัฒนาศักยภาพของอาจารย์และนักวิจัยไทย ทำให้สามารถผลิตบัณฑิตและผลิตผลงานวิจัยตรงความต้องการของประเทศชาติได้ในอนาคต ทุน JSPS Ronpaku เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการค้นคว้าองค์ความรู้ใหม่ในศาสตร์ทางด้านมนุษย์ศาสตร์ สังคมศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม โดยเป็นการร่วมทำงานวิจัยกับประเทศญี่ปุ่น และจะได้รับ ปริญญาเอก จากประเทศญี่ปุ่น (สามารถทำงานสอนและวิจัยในเมืองไทยตามปกติครับ)

รายละเอียดตามเว็บไซด์นี้ครับ

http://www.jsps.go.jp/english/e-ronpaku/applicationforms.html

ช่องทางการตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิจัย

research-paper

ขอเชิญ คณาจารย์ และนักวิจัยสำนักบริการวิชาการเผยแพร่ผลงานวิจัยด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ และด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยการตีพิมพ์ลงวารสารวิจัยรำไพพรรณี  โดยจัดทำเป็นวารสารราย 4 เดือน (ปีละ 3 ฉบับ) ค่าธรรมเนียมบทความละ 1,500 บาท เพื่อตอบโจทย์ประกันคุณภาพของสำนักบริการวิชาการครับ

รายละเอียดตามลิงค์นี้จ้ะ ^^